มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม  2557

 

คนดี แบบรามเกียรติ์

          รามเกียรติ์ เป็นต้นตำรับชุดความคิดขาวจัดดำจัด, คนดีคนเลว, พระเอกผู้ร้าย

          คนดี เป็น พระเอก สะอาดบริสุทธิ์ดุจสีขาว คนเลว เป็น ผู้ร้าย สกปรกโสโครกเหมือนสีดำ

          ชุดความคิดแบบรามเกียรติ์มีอิทธิพลแพร่หลายสู่สังคมลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1000 แล้วมีบทบาทสูงมากตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1700 ในรัฐละโว้-อโยธยาที่สืบเป็นรัฐอยุธยา แล้วสืบมาเป็นประเทศไทยทุกวันนี้

          พระรามต้องดีเท่านั้น ไม่มีเลว ทศกัณฐ์ต้องเลวเท่านั้น ไม่มีดี

          นี่คือรากเหง้าของละครไทย ตั้งแต่ละครใน (ของราชสำนัก) จนถึงละครโทรทัศน์(ของทุน)ในปัจจุบัน

          ส่งผลให้สังคมไทยตัดสินผิดถูกเรื่องต่างๆ อย่างชุดความคิดขาวจัดดำจัดแบบรามเกียรติ์ (ไม่มีเทาๆแบบมหาภารตะ)

          “เจ้าคุณพิพิธ” (พระราชวิจิตรปฏิภาณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ เสาชิงช้า ไม่ตัดสินขาวจัดดำจัด คือ ไม่ประณามยักษ์ฝ่ายเดียวว่าเลว จะขอคัดมา ดังนี้

          “ขณะนี้ ประเทศไทยอยู่ในสภาพของคนกำลังป่วย—–ความขัดแย้งในบ้านเมือง เหมือนสงครามรามเกียรติ์ ที่ทศกัณฐ์พายักษ์มาตาย พระรามพาลิงมาตาย พอเสร็จศึก พระรามได้นางสีดาคืนแล้ว คนอื่นก็ไม่เห็นได้อะไร”

          (คอลัมน์คนข้างวัด โดย อุทัย บุญเย็น ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันศุกร์ 25 เมษายน 2557 หน้า 58)

          เจ้าคุณพิพิธ เป็นนักเทศน์มหาชาติ (มีเชื้อสายทางบ้านโปรตุเกส ที่อยุธยา แล้วเป็นกวีกลอนแหล่ที่มีงานนิพนธ์จำนวนมาก พิมพ์เป็นเล่มโดยธรรมสภา สถาบันบันลือธรรม อยู่บนถนนสายปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล)

          ผมเคยฟังจากซีดีที่เจ้าคุณพิพิธเทศน์มหาชาติ ไม่เคยไปฟังในโบสถ์ เพราะยังอยากเวียนว่ายตายเกิดในโลภะ โทสะ โมหะ ไม่อยากบรรลุธรรมเป็นคนดี พระเอกขาวจั๊วะ(จนซีด)

 

ไม่ไทย ไม่เท่

          แรกนาขวัญ เป็นชื่อเรียกตามประเพณีพื้นเมืองไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีรากเหง้าจาก นาตาแฮกตามประเพณีพื้นเมืองลาวลุ่มน้ำโขง

          จรดพระนังคัล เป็นชื่อเรียกตามประเพณีพื้นเมืองเขมร ที่ราชสำนักอยุธยารับจากราชสำนักละโว้ซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมเขมร

          ประเพณี 12 เดือนในไทย ถูกครอบงำด้วยคำอธิบายตามจารีตที่ยกหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนของราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง เป็นคัมภีร์หลัก โดยพยายามอ้างอิงกลับไปหาอินเดียเพื่อให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจของเทพเจ้า

          (ใครอธิบายต่างจากนี้ถือเป็นผิดฉกรรจ์ ถึงขั้นไม่รักความเป็นไทย เข้าข่ายล้มเจ้า)

          แล้วมองข้ามประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนรับอารยธรรมอินเดีย เพราะไม่ต้องการให้ความเป็นไทยดูด้อยลงไปเป็นพื้นเมือง ไม่ดูเป็นผู้ดี คนดี

          สถาบันการศึกษาไทย มีครูบาอาจารย์อ่อนแอทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพราะถูกครอบงำและกล่อมเกลาให้อนุรักษนิยมและจารีตนิยมอย่างหัวชนฝาจนโงหัวไม่ขึ้น ก็รับคำอธิบายอย่างนั้นมาสถาปนาไว้ในมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาทั่วประเทศ

          สื่อไทยก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วยอย่างเชื่องๆ จึงไม่แสวงหาคำอธิบายนอกเหนือจากนี้ แถมตัดทิ้งคำอธิบายที่แตกต่างนั้น เพราะตัดสินเองว่าไม่ไทย ไม่เท่ เหมือนคนชั้นสูงตามจารีต

          ประวัติศาสตร์ไทยก็ทำนองเดียวกัน คือตัดทิ้งความเป็นพื้นเมืองดั้งเดิมซึ่งใกล้ชิดอารยธรรมจีน โดยมีร่องรอยในนิทานและตำนาน เพราะไม่ขลังและศักดิ์สิทธิ์เหมือนอารยธรรมอินเดีย

          ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ไทยอยู่ลอยๆเหนือจริง แล้วไม่ลงรอยกับพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมที่มีหลักฐานตำตาในชีวิตประจำวัน