มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2557

 

         เดือนสิบสองแล้ว ถ้าน้ำไม่ลด น้ำก็ท่วมข้าวในนาซึ่งกำลังออกรวงสุกเต็มที่รอเก็บเกี่ยว หากปล่อยนานออกไปอีก บรรดาข้าวจมน้ำก็จะเน่าตาย

         ชาวนาต้องทำพิธีกรรมตามมีตามเกิดโดยเห่กล่อมทำขวัญวิงวอนร้องขอขมาผีน้ำ หรืออำนาจเหนือธรรมชาติทั้งหลาย บันดาลให้น้ำลดลงเร็วๆ จะได้เก็บเกี่ยวข้าวในนา

         พิธีเห่กล่อมวิงวอนร้องขอขมาผีน้ำ เป็นต้นทางให้มีพัฒนาการเป็นเห่เรือ

 

ไล่เรือ, ไล่น้ำ

         พระเจ้าแผ่นดินรัฐจารีตโบราณต้องทำพิธีวิงวอนร้องขอขมาให้น้ำลด เพื่อสงเคราะห์ราษฎรด้วย ตามประเพณีที่บรรพชนเคยทำมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์

         นอกจากรักษาอำนาจทางวัฒนธรรมแล้ว ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้ราษฎรว่าจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร บ้านเมืองไม่ล่มจมอดอยาก

         กฎมณเทียรบาลยุคต้นอยุธยาเรียกพิธีไล่เรือ พระเจ้าแผ่นดินและพระอรรคมเหสี พร้อมลูกเธอหลานเธอเสด็จทำพิธีทางชลมารค ล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านป้อมเพชรและวัดพนัญเชิง ลงไปทางบ้านรุน อยู่ทางทิศใต้ของเกาะเมือง

         พิธีนี้มีหลังลอยโคมกลางเดือนสิบสอง น่าจะเป็นพิธีจร ทำเมื่อหลังลอยโคมแล้วน้ำไม่ลด ถ้าน้ำลดตามปกติก็ไม่ทำ

         ทวาทศมาส วรรณกรรมยุคต้นอยุธยา เรียกพิธีไล่ชล แปลว่าพิธีไล่น้ำ มีที่บางขดาน เป็นตำบลริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ทางใต้เกาะเมืองอยุธยา)อยู่ใต้ขนอนหลวงวัดโปรดสัตว์ เกือบถึงบางปะอิน

 

บางขดาน

         บางขดาน (ขดาน หมายถึงกระดานเป็นแผ่น) คนยุคต้นอยุธยายกย่องเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ เรียก “ดินสะดือ”

         ดินสะดือ หมายถึงบริเวณแม่น้ำมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไป ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ คือเป็นทางขึ้นลงบาดาลของนาคซึ่งเป็นเจ้าผู้พิทักษ์น้ำในบาดาล จึงมีอำนาจควบคุมน้ำ บันดาลให้น้ำขึ้นลงได้

         (ล้านนามี “สะดือเมือง” ที่น่าจะมีความหมายคล้ายคลึงกัน คือบริเวณศักดิ์สิทธิ์)

 

ขอขมาผีน้ำ

         พระเจ้าแผ่นดินยุคต้นอยุธยาเสด็จไปทำพิธีไล่ชล คือ ไล่น้ำ ที่บางขดาน มีโคลงทวาทศมาสบอกว่า

         ชลธีปละปลั่งคว้าง                 ทางสินธุ์

         นาเวศนาวาวาง                         วาดน้ำ

         ตกบางขดานดิน                         สดือแม่

         ดลฤดูสั่งล้ำ                               ไล่ชล ฯ

         โคลงวรรคสุดท้ายบอกว่า “ดลฤดูสั่งล้ำ ไล่ชล” หมายความว่าเมื่อถึงฤดูไล่น้ำด้วยการพูดจาสั่งให้น้ำลด

         มีประเพณีสืบเนื่องมาน่าเชื่อว่าหมายถึงพูดจาภาษาร่าย คล้ายคำสู่ขวัญด้วยทำนองเสนาะโดยหมอขวัญหรือหมอผี เพื่อเห่กล่อมวิงวอนร้องขอขมาให้น้ำลด

         อาจมีหรือไม่มีเครื่องดนตรีบรรเลงคลอก็ได้ เช่น ปี่น้ำเต้า, แคน, ปี่จุ่ม

 

เห่กล่อม

         เห่เรือ ทุกวันนี้หมายถึงขับลำนำเป็นทำนองอย่างหนึ่งในกระบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค มีต้นเสียงเห่นำ แล้วมีลูกคู่เห่ตาม

         เห่ หมายถึงทำนองขับลำเพื่อวิงวอนร้องขอ หรือทำให้เพลินใจแล้วเคลิบเคลิ้มถึงหลับไปก็ได้ บางทีก็ใช้ควบคู่กับกล่อม คือเห่กล่อมพระบรรทมถวายเจ้านายเมื่อจะบรรทม

         กล่อม หมายถึงร้องเป็นทำนองเพื่อเล้าโลมใจ เช่น กล่อมเด็ก คือร้องลำนำกล่อมให้เด็กเพลินจนหลับ กล่อมหอ ขับร้องหรือเล่นดนตรีบนเรือนหอเพื่อให้รื่นเริงในพิธีแต่งงาน ฯลฯ

 

บงการให้น้ำลด

         เมื่อเห่กล่อมวิงวอนร้องขอขมาต่อเจ้าแม่แห่งน้ำแล้ว แต่น้ำยังไม่ลดลง ก็ต้องบงการโดยมีพิธีฟันน้ำ หมายถึงเอามีดตัดสายน้ำเป็นสัญลักษณ์ให้น้ำขาดออกจากกัน

         พิธีฟันน้ำก็คือพระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงประทับเรือพระที่นั่งไปกลางน้ำ แล้วทรงใช้พระแสงฟันไปในน้ำเพื่อให้น้ำลดโดยเร็ว

         พิธีนี้มีจริงหรือไม่จริง ยังไม่พบหลักฐานมั่นคง จะมีก็แต่คำบอกเล่าเป็นนิทานตำนาน เช่น

         นิโคลาส แซร์แวส ราชทูตฝรั่งเศส บันทึกว่าสมเด็จพระนารายณ์ฯ เสด็จไปประกอบพระราชพิธีฟันน้ำ เพื่อมิให้น้ำท่วมมากขึ้น”

         คำให้การขุนหลวงหาวัด จดว่าพระนารายณ์ฯ ทรงมีบุญญาภินิหารและอิทธิฤทธิ์มาก วันหนึ่งเสด็จทรงเรือพระที่นั่งเอกชัยในเวลาน้ำขึ้น รับสั่งว่าให้น้ำลด แล้วทรงพระแสงฟันลงไป น้ำก็ลดลงตามพระราชประสงค์

 

เห่เรือ ประเพณีประดิษฐ์ใหม่

         เห่กล่อมผีน้ำที่บางขดาน น่าจะเป็นต้นแบบเห่เรือในยุคหลังๆ ราวกรุงรัตนโกสินทร์ ต่างกันที่เห่กล่อมผีน้ำทำขณะเรือจอดอยู่กลางน้ำ บริเวณดินสะดือที่บางขดาน แต่เห่เรือ (ที่มีขึ้นสมัยหลัง) ทำขณะเรือเคลื่อนที่ เห่ไปพายเรือพร้อมไปด้วย

         เห่เรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นประเพณีที่เพิ่งสร้างใหม่ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ อาจเพิ่งมีราว ร.4

         น่าเชื่อว่าเริ่มมีในละครและเพลงดนตรีที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างสรรค์ขึ้นในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5

         เพราะถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานตรงๆ มายืนยันว่ายุคกรุงศรีอยุธยามีเห่เรือแบบเดียวกับที่มีทุกวันนี้

 

ยุคอยุธยา ไม่มีเห่เรือ

         ในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาไม่มีกล่าวถึงเห่เรือ

         จะมีก็แต่การละเล่นเพลงเรือของราษฎรทั่วไปที่มีโห่ร้อง แล้วมีเครื่องดนตรีบรรเลงในเรือประเภทเครื่องสายดีดสีตีเป่า แต่เห่เรือต่างจากโห่ร้อง อย่าเอาไปปนกัน

         ทวาทศมาส ไม่มีเห่เรือ แต่งขึ้นราว พ.ศ. 2000 พรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน 5 (ราศีเมษ ตามคติพราหมณ์) พอถึงเดือน 11 มีแข่งเรือ เดือน 12 มีลอยโคม (ปัจจุบันเรียกลอยกระทง) โดยไม่มีกล่าวถึงเห่เรือ

         เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ พรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เมื่อถึงเดือนสิบสอง มีแต่ลอยโคม ไม่มีเห่เรือ

         แม้พระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง ก็ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในยุคของพระองค์หรือยุคต่อมา

         น่าจะเป็นพระนิพนธ์กาพย์กลอนสังวาสที่ใช้ลีลาเห่เรือจริงๆ ของราษฎรยุคนั้น มาแต่งเลียนแบบตามที่ทรงพระนิพนธ์ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา”

         สอดคล้องกับยุคพระเจ้าบรมโกศนี้ โน้มหาธรรมชาติและความเป็นเสรีมากที่สุด มีตัวอย่างจำนวนมากในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง

         คำให้การขุนหลวงหาวัด พรรรนาถึงกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ก็ไม่มีเห่เรือ

 

กรุงธนบุรีถึงกรุงเทพฯ ไม่มีเห่เรือ

         ตลอดยุคกรุงธนบุรี สืบจนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่พบหลักฐาน ไม่มีพยานเรื่องเห่เรือพระราชพิธี

         พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 3 เรื่องนางนพมาศ ก็ไม่มีเห่เรือ ทั้งๆ ที่พรรณนาเสด็จทางชลมารคยืดยาว จะมีก็แต่ร้องเล่นอย่างสักวา และเพลงเรือของราษฎร

         “เสมียนมี” กวีสมัยรัชกาลที่ 3 แต่งนิราศเดือน พรรณนาประเพณี 12 เดือน พอถึงเดือน 11 เดือน 12 มีประเพณีทางเรือ แต่ไม่มีเห่เรือ

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); if (document.currentScript) {