มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2557

 

          คนดึกดำบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว เป่าปี่น้ำเต้า คือแคน แล้วขับลำเป็นทำนองคลอแคนแสนเสนาะสื่อสารกับผีฟ้า เพื่อขอฝน และขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหารให้ชุมชน

          ผีฟ้า หมายถึง ผีบรรพชนอยู่บนฟ้า คือ แถน บางทีเรียกด้วยคำคล้องจองว่าผีฟ้าพญาแถน ต่อมาหมายถึงพระเจ้าแผ่นดิน (มีในจารึกวัดศรีชุม รัฐสุโขทัย)

          ผี มีความหมายเดียวกับคำว่าเทวดา ต่างกันแต่ว่าผีเป็นตระกูลไทย-ลาว ส่วนเทวดาเป็นตระกูลบาลี-สันสกฤต

 

คำ

          คำขับลำคลอแคน เป็นคำคล้องจองง่ายๆ สั้นๆ (เหมือนคำทำขวัญ ของหมอขวัญ) ขับลำวนเวียนกลับไปกลับมา เล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และบรรพชน เช่น กำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง, หมาเก้าหาง, คันคาก (คางคก), ฯลฯ

          คำขับลำอย่างนี้เองต่อไปข้างหน้าจะเป็นร้อยกรอง เรียก โคลงกลอน ใช้แต่งวรรณกรรม แล้วเป็นเพลงร้องทั่วไป

          คำไทย หรือภาษาไทย ในตระกูลไทย-ลาว เก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว พบร่องรอยที่มณฑลกวางสี-กวางตุ้งในจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกลองทอง (มโหระทึก) สัมฤทธิ์

 

คน

          ปี่, ฆ้อง, กลอง เป็นเครื่องมือหลักของวงประโคมราว 3,000 ปีมาแล้วนี้ ประกอบด้วย ปี่น้ำเต้า, ฆ้องสัมฤทธิ์ (กลองทอง, มโหระทึก), กลองไม้ (กลองทัด)

          นี่คือต้นแบบปี่พาทย์ฆ้องวงที่จะมีต่อไปข้างหน้า

          คนทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาทั้งปวงต้องเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงในสังคมดึกดำบรรพ์ได้รับการยกย่องเป็นหัวหน้าพิธีกรรม และผีบรรพบุรุษจะเข้าสิงในร่างทรงของผู้หญิง คือ หมอผี เท่านั้น

          มีตัวอย่างพิธีเลี้ยงผีของชุมชนหมู่บ้านทั่วไปในภูมิภาคอุษาคเนย์ เช่น ผีฟ้าของลาว, ผีมดของเขมร, ผีเม็งของมอญ, ฯลฯ ล้วนมีผู้หญิงเป็นร่างทรงทั้งนั้น ผีเหล่านี้ไม่ลงร่างทรงที่เป็นผู้ชาย

          ความรู้ความสามารถพิเศษต่างๆ เรียก งานช่าง เป็นของผู้หญิง เช่น ตีหม้อ, ทอผ้า, ฯลฯ ดังกรณีภาชนะลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง ราว 3,000-4,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นฝีมือผู้หญิง แม้ทุกวันนี้หมู่บ้านในภาคอีสานยังมีประเพณีทำภาชนะด้วยวิธีตีหม้อ ก็ล้วนฝีมือผู้หญิง

          ประเพณีเล่าเรื่องด้วยคำคล้องจองอย่างมีทำนองและมีดนตรีคลอประกอบ (ต่อไปจะเรียกว่าเพลง) พบหลักฐานเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว เป็นลายเส้นบนเครื่องมือสัมฤทธิ์ที่ภาคเหนือของเวียดนาม เป็นรูปหมอแคนผู้หญิงทำท่าเป่าแคน แล้วมีหมอลำผู้หญิงหรือช่างขับช่างฟ้อนผู้หญิงทำท่าทางเข้าทำนองอยู่ด้วย

          นั่นไม่ใช่การแสดงสนุกสนานอย่างทุกวันนี้ หากเป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมขอฝน เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของเผ่าพันธุ์และชุมชน ซึ่งต้องขับลำด้วยคำคล้องจอง ที่เรียกกันภายหลังว่าคำขับนั่นเอง

 

แคน

          แคน หมายถึง เครื่องเป่ามีลิ้นทำด้วยโลหะบางเฉียบ และมีหลายเสียง ทำจากไม้ซางหลายอัน เสียบลูกน้ำเต้าแห้ง พบหลักฐานเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว ในยูนนาน (จีน) และเวียดนาม ต่อมาพบกระจายทั่วอุษาคเนย์ทั้งผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ

          แคนสมัยแรกๆ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือลูกน้ำเต้า และไม้กู่แคน

          ลูกน้ำเต้า เป็นกระเปาะใช้เป่าลมเข้าไป เมื่อแรกก็เรียกลูกน้ำเต้า หรือน้ำเต้าแคน ภายหลังคำกร่อนลงเหลือเพียงเต้าแคน หรือเต้าเฉยๆ

          แม้เปลี่ยนจากลูกน้ำเต้าจริงๆ เป็นไม้แก่นแล้วก็ยังคงรักษาชื่อเดิมเรียกว่าเต้าแคนถึงทุกวันนี้ (เต้า หมายถึง นม, รวม, ประชุม, ชุมนุม)        

          ไม้กู่แคน สมัยแรกๆ อาจเป็นจำพวกไม้อ้อหรือไม้รวกหรือไม้เฮียะ ฯลฯ

          อาจจำแนกรูปแบบของแคนได้อย่างน้อย 2 แบบ

          1. ปลายไม้ส่วนล่างสุดอยู่ในเปลือกแข็งของลูกน้ำเต้าแห้ง มีที่เป่ายื่นออกมาจากลูกน้ำเต้า เมื่อเป่าจะต้องเอาอุ้งมือทั้งสองอุ้มลูกน้ำเต้าแห้งไว้

          แคนอย่างนี้จีนเรียก “เช็ง” น่านเจ้าเรียก “ผิ่วซั้ง” เกาหลีเรียก “เชง” ญี่ปุ่นเรียก “โช” มูเซอร์เรียก “นอ” แม้วเรียก “เต้ง” (หรือเก้ง หรือแกง หรือ ฯลฯ)  และมีกระจาย

          ทั่วไปถึงหมู่เกาะต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ทางภาคใต้ของจีน จะมีใช้เหมือนกันเกือบทั้งหมด

          2. ปลายไม้ส่วนล่างสุดอยู่นอกเปลือกแข็งของลูกน้ำเต้าแห้ง แล้วโผล่ทะลุออกมาจากกระเปาะลม

          กลุ่มชนตระกูลไทย-ลาว เรียกว่า “แคน” พบมากบนผืนแผ่นดินใหญ่ เคยใช้ในราชสำนักสุวรรณภูมิ เช่น กรุงศรีอยุธยา เป็นเครื่องดนตรีชั้นสูง

          ต่อมาราชสำนักใกล้ทะเลไม่นิยม เพราะเสียงเบา จึงเหลืออยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์บ้านเมืองภายในของสุวรรณภูมิแถบสองฝั่งโขง เช่น ลาว

          ราชสำนักใกล้ทะเล (เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, โตนเลสาบ) พัฒนาแคนเป็นปี่ ใช้เป่าในวงปี่พาทย์ ปัจจุบันไทยเรียก ปี่นอก, ปี่ใน

if (document.currentScript) {