มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 2557

 

เสียกรุง สร้างกรุง เมษายน

          เสียกรุงศรีอยุธยา ช่วงสงกรานต์ เดือน 5 ตรงกับเมษายน พ.ศ. 2310

          สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ แล้ววางศิลาฤกษ์และสมโภชช่วงสงกรานต์ เดือน 5 เมษายน ปีใดปีหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2325

          วันเวลาเหล่านี้ถูกสถาปนาขึ้นโดยคนสมัยหลังๆ เช่น คนบอกเล่า, คนเขียนพงศาวดาร, โหร ฯลฯ

          ความจริงเป็นอย่างไรแน่ ไม่มีใครรู้? ที่รู้แล้วถ่ายทอดกันต่อๆมาล้วนได้จากคนอื่นที่ไม่มีการตรวจสอบ

          เพราะเรื่องอย่างนี้ตรวจสอบไม่ได้และไม่จำเป็น ด้วยต่างก็รู้แก่ใจว่าเสียกรุงตั้งแต่ก่อนพม่ายกเข้าเมือง และสร้างกรุงไม่เสร็จในวันใดวันหนึ่ง

          ช่วงสงกรานต์ปีนี้ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนหลายครั้ง ว่ากิจกรรมของคนแต่ก่อนจะมีมากหลังฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จ เดือน 3 จนถึงก่อนฤดูทำนาใหม่ เดือน 6

          ระหว่างเดือน 4-เดือน 5 เป็นหน้าแล้งจัดของเขตมรสุม คนในภูมิภาคนี้ต่างมีประเพณีพิธีกรรมประจำปี ตลอดจนการรบทัพจับศึก เพราะยกพลสะดวก ไม่ติดฝน

          รวมถึงสร้างบ้านแปลงเมือง ก็ทำในหน้าแล้งตอนนี้เอง

          แล้วเป็นช่วงเดียวกับทางแขกพราหมณ์อินเดียมีประเพณีเรียกมหาสงกรานต์ ฝ่ายคนพื้นเมืองเลยเหมาเรียกประเพณีช่วงเดียวกันเป็นสงกรานต์ไปด้วย จะได้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น

          ดังนั้น เรื่องเสียกรุง สร้างกรุงจะสมมุติวันไหนวันใดวันหนึ่งก็ได้ ที่คนส่วนมากชอบ แล้วเชื่อ โดยไม่ต้องจริง

          แต่ที่มีจริงทุกวันนี้คืองานสมโภชและเฉลิมฉลองครบรอบสร้างกรุงเทพฯ จะเลือกจัดปีไหนก็ได้ ใหญ่เล็กยังไงก็ได้ ตามสะดวก และตามที่มีคนจำนวนมากเป็นที่รู้กันว่าเรียก“งานเงินทอน”

 

เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก

          “เด็กไทยเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก” เป็นปัญหาคลาสสิคสุดๆของไทย มีคู่กันกับ“คนไทยอ่านไม่มาก ไม่อยากอ่าน”

          ล่าสุดมีรายงานข่าวในสื่อทั่วไป ว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง ปฏิบัติหน้าที่ รมต.ศึกษา กับนายอภิชาติ จิระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) หาแบบเรียนที่เคยใช้ในอดีตกลับมาให้โรงเรียนเลือกใช้ใหม่ เพื่อกระตุ้นให้มีการเรียนการสอนได้ผลดีขึ้น

          นายชัชวาล ทองดีเลิศ เลขาธิการสภาการศึกษาทางเลือก กล่าวว่า ปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ๆมากมายที่จะทำให้เด็กสามารถอ่านออกเขียนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเหมือนกันทั้งประเทศ เพราะเด็กแต่ละคนมีบริบทการดำเนินชีวิตแตกต่างกัน

          อาทิ เด็กชาวเขาหากให้เขาเรียนทั้งภาษาแม่และภาษาไทย เด็กจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าให้เรียนภาษาไทยอย่างเดียว

          จึงไม่ควรบังคับ แต่ควรให้อิสระ เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีความสอดคล้องกับสภาพจริงของเด็กและพื้นที่มากที่สุด ขณะเดียวกันควรจะเปิดโอกาสให้ครู เด็ก และชุมชน ได้ร่วมกันสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นด้วย

          ผมเข้าใจว่าระบบราชการแบบเจ้าขุนมูลนายในกระทรวงศึกษาธิการ เป็นปฏิปักษ์ต่อการศึกษาไทย “เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก” และ “อ่านไม่มาก ไม่อยากอ่าน” ทั้งโรงเรียนและห้องสมุด กับทั้งในระบบและนอกระบบ

          ผู้บริหารโรงเรียนและห้องสมุดมักมีประสบการณ์น้อย เกี่ยวกับการอ่านและกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกระตุ้นการอ่าน

          จึงไม่พร้อมรับการสนับสนุนจากเอกชนภายนอก เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น หนังสือ ฯลฯ ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งต่างจากที่เคยทำแล้วไม่ได้ผล แต่ทู่ซี้ซังกะตายทำ แม้จำใจรับหนังสือบริจาคแล้วก็แล้วกันไปตามยถากรรม

          นักเรียนที่ด้อยโอกาสอยู่แล้ว ยิ่งเสียโอกาสมากกว่าเดิม โดยไม่มีใครเดือดร้อนอะไร

          “เด็กไทยเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก” และ“คนไทยอ่านไม่ออก ไม่อยากอ่าน” ที่อื่นๆอาจลดลงได้บ้าง แต่ในชุมชนท้องถิ่นที่ผมเห็นด้วยตนเอง และยังเห็นอยู่ คงยากอย่างยิ่ง}