มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 23 เมษายน 2557

 

นินทาไทย ไม่ได้ผล

          องค์กร(อิสระ)ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย ไม่หวั่นไหวคำติฉินนินทาว่ากล่าวต่างๆ เพราะคำติฉินนินทาล้าสมัยนานแล้ว ไม่ว่าจะดังกระหึ่มขนาดไหน?

          คนไทยไม่นิยมความขัดแย้งแบบเผชิญหน้า แต่จะใช้การนินทาแทน จนกลายเป็นกระแสสังคมกดดันให้ผู้ล่วงละเมิดประเพณีหรือความชอบธรรมใดๆ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในที่สุด

          วิธีนี้ใช้ได้ผลในหมู่บ้าน แต่ใช้ไม่ได้ผลเลยกับชุมชนขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้าน เช่น ชุมชนระดับเมือง เพราะกว้างใหญ่และซับซ้อนเกินไป

          การนินทาซึ่งเคยเป็นกลไกควบคุมทางสังคมนั้น ในเมืองไทยปัจจุบันใช้ไม่ได้ผลไปหลายด้านแล้ว ใช้กับอำนาจต่างๆได้ผลน้อยลงเต็มที เพราะการนินทาจะไม่ก่อให้เกิดกระแสกดดันทางสังคมแต่อย่างใด

          (ปรับปรุงใหม่จากแนวคิดที่มีในข้อเขียนเรื่อง “นักท่องเที่ยวจีน…ไอ๊หยา” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2557 หน้า 20)

 

รดน้ำดำหัว

          ดำหัว ตามประเพณีสงกรานต์ล้านนา มีเล่าอยู่ในหนังสือจดหมายจากสันคะยอม ของ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต (สำนักพิมพ์อ่าน พิมพ์ครั้งที่สอง มีนาคม 2557 ปรับปรุงใหม่ เพิ่มบทความ พร้อมคำนำเสนอ ของ อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

          ผมไม่ได้ตั้งใจจะอ่าน แต่พออ่านแล้วเพลินเกินไปจนลืมว่าไม่ได้ตั้งใจเลยจบเล่ม

          ดำหัว มีเค้าต้นมาจากพิธีเลี้ยงผีบรรพชน เกี่ยวข้องกับใช้น้ำล้างกระดูกหรือซากอวัยวะของบรรพชนตายแล้วที่เก็บไว้เซ่นพลี เช่น กะโหลก

          น้ำล้างกระดูกเป็นพิธีกรรมทำศพครั้งที่สอง มีทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ เป็นต้นเค้าบรรจุศพในภาชนะ เช่น โกศงานพระเมรุ

          ล้างกะโหลก มีร่องรอยในกลุ่มชาติพันธุ์ที่เก็บกะโหลกบรรพชนไว้เซ่นพลีในหอผีกลางบ้าน หรือบ้านใครบ้านมัน แล้วใช้น้ำลดในพิธีเลี้ยงผีประจำปี

          ดำหัว มีคำอธิบายในพจนานุกรมล้านนา หมายถึง สระผม, พิธีแสดงความเคารพผู้มีอาวุโสหรือผู้มีบุญคุณเมื่อสงกรานต์ แต่ในภาษาตระกูลไทย-ลาว ดำ แปลว่า มุด เช่น ดำน้ำ, ดำนา

          ดำหัว ประเพณีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ของคนทุกชาติพันธุ์อุษาคเนย์เป็นต้นตอของรดน้ำ (เรียกกันสืบมาว่ารดน้ำดำหัว แล้วรุนแรงขึ้นเป็นสาดน้ำทุกวันนี้)

          มีอยู่แล้วก่อนรับสงกรานต์จากพราหมณ์อินเดีย ราว พ.ศ. 1000 และมีอยู่ในช่วงเวลาคร่อมทับกันคือหลังเก็บเกี่ยวราวเดือนสี่-เดือนห้า (มีนาคม-เมษายน) จึงผนวกเข้าด้วยกัน จนลืมว่ามีที่มาจากคนละทิศคนละทาง เลยเหมาว่ามาด้วยกัน

 

น่านเจ้า

          ต้าหลี่-ลี่เจียง เสน่ห์แห่งรอยอดีต เป็นสารคดีโทรทัศน์ ช่อง 11 NBT ผมดูโดยบังเอิญเมื่อวันจันทร์ที่ 14 เมษายน  ราว 09.10 น.

          เล่าเรื่องเมืองต้าหลี่ ศูนย์กลางอาณาจักรน่านเจ้าซึ่งผู้เขียนบทลำดับตามตำราประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย จนท้ายสุดกุบไลข่านยกทัพตีได้น่านเจ้า ทำให้ผู้คนก็พากันหนีลงทางทิศใต้สู่ลุ่มน้ำสาละวิน กับลุ่มน้ำโขงเป็นสยามประเทศ

          เรื่องนี้มีนักวิชาการทั้งจีนและไทยรวมถึงนานาชาติ สรุปตรงกันนานราว 30 ปีมาแล้ว และพิมพ์เป็นหนังสือแพร่หลายมาก ว่าการตีได้น่านเจ้าของกุบไล่ข่านไม่ได้ส่งผลผลักดันชาติพันธุ์ใดๆให้อพยพหลบหนีอย่างถอนรากถอนโคนลงทางทิศใต้

          ที่สำคัญคือไม่มีกลุ่มชนคนไทยหรือชาวสยามประเทศอยู่ในน่านเจ้า จึงไม่มีคนจากน่านเจ้าหนีลงมาอยู่สยามประเทศ ตามที่เคยมนมมโนไว้ครอบงำสังคมไทย