มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557

 

คนไทย (เมืองไทย) และผู้ไทย (เมืองแถน)

          เล่าความเมือง เป็นชื่อเอกสารโบราณของชาวไทยดำในเวียดนามที่ อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร คิดผูกคำขึ้นใหม่ ใช้เรียกแทนชื่อที่เคยใช้มาก่อนว่าความโทเมือง, ความโต้เมือง

          อันเป็นเนื้อหาหลักของหนังสือประวัติศาสตร์ไทดำ : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นักวิชาการไทยไม่จริงจังจะศึกษารายละเอียดมาก่อน

          เล่าความเมืองเป็นคำบอกเล่าความเป็นมาของภูมิประเทศ, ผู้คน, ชุมชนบ้านเมือง ฯลฯ ของชาวไทยดำ และคนกลุ่มอื่นที่เกี่ยวข้อง

          เดิมเป็นคำบอกเล่าปากเปล่าอย่างภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ปะปนคำคล้องจองบางช่วงบางตอน ซึ่งมาจากความทรงจำและประสบการณ์ มีขนาดไม่ยาว

          แต่นานไปก็ยาวเพิ่มขึ้นทีละน้อย กระทั่งจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยแต่งเติมให้ยาวอย่างเป็นเอกสาร ทำให้มีลักษณะต่างกันอย่างน้อย 2 ส่วน คือ

          ส่วนแรก เป็นตำนานนิทานกำเนิดโลกและมนุษย์ กับส่วนหลัง เป็นลำดับความเป็นมาของชุมชนบ้านเมือง

          ตำนานนิทานกำเนิดโลกและมนุษย์ในเล่าความเมือง มีลีลาท่าทีต่างๆ คล้ายที่พบในพงศาวดารล้านช้าง เกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน ต่างถ่ายเทให้กันและกัน แต่ผมบอกไม่ได้ว่าฉบับไหนให้ ฉบับไหนรับ?

          ลักษณะคำคล้องจองสอดแทรกอย่างนี้เป็นต้นเค้าที่จะก่อรูปเป็นคำประพันธ์เก่าสุด ซึ่งเรียกกันสมัยหลังว่า ร่าย

          กว่าจะเป็นคนไทยและเมืองไทย

          ตระกูลไทย-ลาว เคลื่อนย้ายไปมาจากกวางสี-กวางตุ้ง (แหล่งภาษาไทย-ลาว เก่าสุด) กับลุ่มน้ำโขง-เจ้าพระยา ทั้งทางบกและทางทะเล ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

          กรณีคนไทยกับผู้ไทย ไม่ได้หมายความว่าบรรพชนคนไทยในไทย เคลื่อนย้ายมาจากเมืองแถนในเวียดนาม

          แต่เมืองแถน (ซึ่งเป็นศูนย์กลางของผู้ไทย) อยู่บนเส้นทางคมนาคมภายในระหว่างกวางสี-กวางตุ้ง กับลุ่มน้ำโขง-เจ้าพระยา ซึ่งเป็นตระกูลไทย-ลาว พวกออกเสียง ท ว่า ท (ไม่ ต) แล้วเรียกตัวเองว่า ไท ที่ภายหลังสะกดว่า ไทย

          ผู้ไทย จากเมืองแถน (ผ่านเมืองหลวงพระบางในลาวเหนือ) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อราวหลัง พ.ศ. 1500 ด้วยเหตุผลทางการเมืองการค้าภายใน และอื่นๆ

          จึงพบหลักฐานว่ามีพวกสยาม พูดภาษาไทย อยู่ทางดินแดนฟากตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วต่อเนื่องลงไปถึงภาคใต้ หลังจากนั้นมีอักษรไทย เรียกตัวเองว่า ไทย

          แต่ยังบอกตรงๆ ไม่ได้ว่าชื่อ ไทย มาจากไหน? เกี่ยวดองกับผู้ไทยหรือไม่? อย่างไร?

          ความรู้ทางทิศตะวันออก

          สถาบันทางการศึกษาค้นคว้าวิจัยศิลปวิทยาการในไทย โดยเฉพาะด้านมานุษยวิทยา กับประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี ยังผิวเผินต่อพื้นฐานวัฒนธรรมสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์

          ทั้งนี้เพราะมีเหตุหนึ่งซึ่งสำคัญมาก คือตกหลุมดำอำมหิตของประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย จึงพากันเลื่อมใสให้ความสำคัญความรู้จากทิศตะวันตก คืออินเดียและลังกา แล้วมองข้ามอย่างเหยียดๆ ในความรู้จากทิศตะวันออก ไปทางเวียดนามและจีน

          อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร เป็นผู้หนึ่ง (ในจำนวนไม่กี่คน) ซึ่งมีคุณูปการอย่างยิ่ง ต่อวงการมานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในไทย ทางความรู้ด้านทิศตะวันออก ดังงานศึกษาค้นคว้าเอกสารโบราณของไทยดำในเวียดนาม ชื่อ เล่าความเมือง ที่เชื่อมโยงเกี่ยวดองถึงภาษาและวรรณกรรมตระกูลไทย-ลาว ตั้งแต่ลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนาม ผ่านลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา (และก่อนกรุงสุโขทัย)

          งานวิชาการชุดนี้ อ. ยุกติทำไว้นานแล้ว มีคุณค่าสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาค้นคว้าด้านต่างๆ ซึ่งควรมีสถาบันวิชาการในไทยรวมพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อแบ่งปันสู่วงกว้าง เพราะยังไม่เคยมีใครทำได้ลึกซึ้งและกว้างขวางอย่างนี้มาก่อน

          เมื่อมีคนที่รู้ค่า กับมีหน่วยงานทางการที่รู้คุณ แล้วลงทุนสนับสนุนอย่างให้เกียรติดีเยี่ยม จนพิมพ์สำเร็จเป็นเล่มแล้วดังนี้  ก็เท่ากับโลกทางวิชาการด้านนี้ของไทยยังมีทางเลือกอ่อนหวานอันควรคารวะอยู่บ้าง

          น่าเสียดายที่ผู้บริหารองค์การทางวิชาการบางแห่งดีแต่พูด good but mouth เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ทำให้ของดีมีอยู่ แต่ไม่รู้ค่า ก็เท่ากับ“เพชรดีมีค่าราคายิ่ง อยู่กับลิงจะรู้ค่าราคาหรือ”} else {