มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 9 เมษายน 2557

 

จริตมารยากระฎุมพีไทย

          จริตมารยาของกระฎุมพีไทยมีมากมหาศาล จนเกินประมาณมาประมวลให้ครบถ้วนได้ ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัย จนถึงศิลปินทั้งหลาย ล้วนจัดเป็นพวกกระฎุมพีไทยทั้งนั้น

          อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิจารณากระฎุมพีไทยไว้ในบทความเรื่องคอร์รัปชั่น พิมพ์ในมติชนรายวัน (ฉบับวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2557 หน้า 20) ผมจะคัดเฉพาะที่ตื่นเต้นมาโดยสรุปเพื่อแบ่งปันให้เป็นที่สุขสันต์หรรษาหน้าสงกรานต์ไว้อีกครั้งหนึ่ง

          ใครอ่านแล้วจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ ก็กรุณาเข้าใจชัดๆว่าไม่ใช่ข้อเขียนความคิดของผมเอง แต่ฉวยมาจาก อ. นิธิ

          1. คอร์รัปชั่นในสำนึกของกระฎุมพีไทยมีปนกันทั้งดีและร้าย

          ส่วนหนึ่งรังเกียจคอร์รัปชั่น แต่อีกส่วนหนึ่งก็รู้ดีว่าชีวิตของตนดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุขได้ก็ด้วยการอยู่ร่วมกับคอร์รัปชั่นอย่างสันติ

          2. กระฎุมพีไทย มีชีวิตร่วมได้อย่างสันติกับคอร์รัปชั่นของข้าราชการ, พ่อค้า, และระบบ

          แต่อยู่ร่วมไม่ได้มากขึ้นกับคอร์รัปชั่นของนักการเมือง โดยเฉพาะในระบอบทักษิณ

          3. คอร์รัปชั่นมีส่วนทั้งสงครามและสันติภาพ

          ม็อบ กปปส. ทำสงครามกับคอร์รัปชั่นของระบอบทักษิณ แต่สร้างสันติภาพกับคอร์รัปชั่นของระบอบของ ชวน หลีกภัย หรือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

          4. กระฎุมพีไทยพูดราวกับเป็นเสียงเดียวกัน ว่าหากนักการเมืองหยุดหรือลดคอร์รัปชั่น ประเทศไทยจะก้าวหน้าเป็นประเทศพัฒนาแล้วอันดับต้นๆ ของเอเชีย

          ตรงนี้มีความหมายแฝงด้วย ว่าถ้าปันส่วนแบ่งต่างๆ ให้ตกถึงมือตนบ้างอย่างเป็นธรรมถึงจะดี

          เท่ากับกระฎุมพีไทยไม่ได้คิดถึงความหมายคอร์รัปชั่นกว้างกว่าส่วนแบ่งที่จะตกถึงมือตน

          5. อะไรทำให้กระฎุมพีไทยมีสำนึกต่อต้านการคอร์รัปชั่นอย่างแหลมคมมากขึ้น? สงสัยว่าไม่เกี่ยวกับ “ระบอบทักษิณ” โดยตรง

          แต่เกี่ยวกับงบประมาณกลางที่กำลังถูกเฉลี่ยออกไปยังประชาชนในต่างจังหวัดมากขึ้น แล้ว “ระบอบทักษิณ” จะเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้มากกว่าใคร

          ดังนั้น เรื่องคอร์รัปชั่นถ้าชี้นิ้วไปยัง “ระบอบทักษิณ” ย่อมฟังขึ้นที่สุด แล้วเท่ากับตัดไฟเสียแต่ต้นลมมิให้ถูกฉกฉวยไปฝ่ายเดียว หรือที่ถูกฉกไปแล้วก็รีบฉวยคืนบ้าง

          ความรังเกียจคอร์รัปชั่นของกระฎุมพีไทยในช่วงนี้ จึงน่าจะมาจากความตระหนักรู้ว่า ส่วนแบ่งของงบประมาณกลางที่ตนเคยได้รับอยู่นั้น กำลังต้องลดสัดส่วนลงอย่างหนึ่ง

          และอีกอย่างหนึ่งคือความไม่ไว้วางใจนักการเมือง หากจะต้องสูญเสียสัดส่วนของงบประมาณซึ่งตัวเคยได้รับลง ก็อยากให้เงินจำนวนนี้อยู่ในมือของคนที่ตนให้ความไว้วางใจมากกว่า เช่น เทคโนแครต หรือข้าราชการระดับสูง

          ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนชนบทที่ กปปส. ว่าไร้การศึกษาและถูกซื้อได้ง่าย จึงไม่สมควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการวางนโยบายสาธารณะ}