มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2557

 

ผี, พราหมณ์, พุทธ ตรุษสงกรานต์ในไทย

          สงกรานต์ ขึ้นปีใหม่แขกพราหมณ์อินเดีย ไม่ใช่ปีใหม่ไทย

          ขึ้นปีใหม่ไทยและอาเซียนแห่งอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ช่วงพฤศจิกายน หลังลอยกระทง ที่ตระกูลไทย-ลาว เรียก เดือนอ้าย คือ เดือน 1 (อ้าย แปลว่า หนึ่ง)

          ปีนักษัตร (ชวด, ฉลู, ขาล, เถาะ ฯลฯ) เปลี่ยนตอนเดือนอ้าย (ไม่ใช่ปีศักราช) อันเป็นประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิมของกลุ่มอาเซียน ที่รับแบบแผนจากจีน (นักค้นคว้าบอกว่า จีนรับจากเปอร์เซียอีกทอดหนึ่ง) ไม่รับจากอินเดีย เพราะนักปราชญ์บอกว่าไม่มีในอินเดีย

          ราวหลัง พ.ศ. 1000 บ้านเมืองในอาเซียนรับอารยธรรมอินเดียที่มากับศาสนาพราหมณ์และพุทธ จากนั้นราชสำนักอาเซียนรับพิธีสงกรานต์จากพราหมณ์ มีมหาสงกรานต์ช่วงเมษายน

          ศักราช (เช่น มหาศักราช, จุลศักราช, ฯลฯ) เปลี่ยนตอนสงกรานต์ เมษายน ตรงกับปฏิทินจันทรคติ เดือน 5 (ไม่เกี่ยวกับปีนักษัตร เพราะไม่มีในอินเดีย)

          สรุปแล้ว บ้านเมืองและรัฐในอาเซียนช่วงหลัง พ.ศ. 1000 มีประเพณีขึ้นปีใหม่ต่างกัน 2 กลุ่ม

          ราชสำนัก ขึ้นปีใหม่เดือน 5 ตอนสงกรานต์ เมษายน

          ราษฎร ขึ้นปีใหม่เดือนอ้าย หลังลอยกระทง พฤศจิกายน

          หลังลอยกระทง ขึ้นเดือนอ้าย ของปีนักษัตรใหม่ เป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหาร(ของบรรพชนคนอาเซียนตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย แล้วทำสืบเนื่องมา) จะเสร็จสิ้นถ้าเรียกตามปฏิทินจันทรคติราวเดือน 3 (กุมภาพันธ์)

          แต่นี้ไปถือเป็นเข้าหน้าแล้ง ตลอดเดือน 4 (มีนาคม) และเดือน 5 (เมษายน) ทำมาหากินอะไรไม่ได้ ต้องนั่งๆ นอนๆ รอฤดูฝนที่จะเริ่มใหม่ตอนเดือน 6 (พฤษภาคม) เป็นต้นไป

          ช่วงหน้าแล้งที่ว่าง เป็นเวลาร่วมกันเลี้ยงผีบรรพชน ซึ่งรวมถึงรดน้ำดำหัวขอขมาปู่ย่าตายายในชุมชน แล้วมีการละเล่น (ในพิธีกรรม)

          ผีบรรพชน หมายถึง ผีเรือน, ผีบ้าน, ผีเมือง (เฉพาะผีบ้าน คือผีประจำชุมชน บางทีเรียกผีกลางบ้าน, ผีปู่ตา หรือผีปู่ตาบ้าน)

          การละเล่นที่มีในช่วงนี้ เกี่ยวข้องกับเข้าทรงเข้าผีที่สิงอยู่ในเครื่องมือทำมาหากิน เช่น กระด้งฝัดข้าว เรียกผีนางด้ง, ครกสากตำข้าว เรียกผีครกผีสาก, ฯลฯ

          นอกจากนั้น ยังมีการละเล่นดั้งเดิมของคนดึกดำบรรพ์ เช่น แข่งเกวียน, ชนวัว, ชนควาย, ชนช้าง, ชนคน (หัวล้านชนกัน?), ตีไก่, โยนลูกช่วง, ต่อยมวย, กระบี่กระบอง, ฯลฯ

          หลัง พ.ศ. 1000 บ้านเมืองและรัฐในอาเซียนรับพิธีสงกรานต์ของพราหมณ์จากอินเดีย มีตอนเดือน 5 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับพิธีเลี้ยงผีบรรพชนที่ทำสืบกันมาก่อนนับพันปีแล้ว (ก่อนรู้จักพราหมณ์อินเดีย)

          ราชสำนักจึงผนวกพิธีเลี้ยงผีเข้ากับพิธีสงกรานต์ของพราหมณ์ แล้วมีในกฎมณเฑียรบาล เรียกพิธีออกสนามใหญ่

          แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่มีสงกรานต์ เพราะสงกรานต์เป็นพิธีของพราหมณ์ขึ้นราศีใหม่

          กว่าชาวบ้านจะรู้จักสงกรานต์ แล้วปรับพิธีกรรมเข้าด้วยกันให้เป็นผีเคลือบพุทธก็หลังกรุงแตก เข้าสู่กรุงธนบุรีกับกรุงรัตนโกสินทร์ โดยปรับพิธีเลี้ยงผีเป็นชักบังสุกุล และก่อพระทรายในพุทธศาสนา}