Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2557

 

         หลังฤดูเก็บเกี่ยว ดินแดนภูมิภาคอุษาคเนย์เข้าสู่ฤดูร้อนแห้งแล้ง เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนทำพิธีเลี้ยงผีบรรพชน (ซึ่งเป็นเพศหญิง) ผีบ้าน (หมู่บ้าน) ผีเรือน (เป็นหลังๆ ของใครของมัน)

 

เพลงแม่สี

         แม่สี หรือ แม่สรี คือผีบรรพชนของคนลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นคำจากภาษาเขมร ว่า สฺรี (อ่านว่า เซฺร็ย) กลายจาก สฺตฺรี (อ่านว่า เสฺตฺร็ย) แปลว่า ผู้หญิง

         (โดยทั่วไปมักเขียนเป็น แม่ศรี เพราะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามาจากคำบาลี-สันสกฤต แต่ไม่ใช่)

         เข้าทรงแม่สี เป็นการละเล่นสำคัญที่สุดของพิธีเลี้ยงผีบรรพชนช่วงสงกรานต์

         เริ่มด้วยเชิญผีบรรพชนมาลงทรงหญิงคนหนึ่งมีผ้าปิดตา (เข้าทรง) แล้วร่ายรำทำท่าต่างจากอาการปกติในชีวิตประจำวัน

         โดยมีชาวบ้านที่ร่วมพิธีพากันร้องเพลงและปรบมือเข้าจังหวะพร้อมกัน บางทีมีโกร่ง, เกราะ, กรับ (กระบอกไม้ไผ่ขนาดต่างกัน) เคาะด้วย

         มีคำร้องตัวอย่างจากความทรงจำต่างๆ กันหลายสำนวนของชาวบ้านแต่ก่อน ดังนี้

         แม่สีเอย                แม่สีสาสะ

         ยกมือไหว้พระ           ว่าจะมีคนชม

         ขนคิ้วเจ้าต่อ              ขนคอเจ้ากลม

         ชักผ้าปิดนม              ชมแม่สีเอย

         ๏ แม่สีเอย                แม่สีสาวสด

         ใส่แหวนมรกต            ใส่แล้วผัดหน้า

         ดอกไม้ห้อยหู             สีชมพูห้อยบ่า

         น้ำอบชุบผ้า              ห่มเวลาเย็นเอย

         แม่สีเอย                แม่สีสาคร

         นมยานหน้าอ่อน         ผัวร้างเจ้าไว้

         กระดิกช้างน้อย         เป็นทองคำเปลว

         เชิญมาเร็วเร็ว            เถิดแม่ทองสีเอย

         ๏ แม่สีเอย                แม่สีสาคร

         นมยานหน้าอ่อน        ผัวมาร้างเจ้าไว้

         สักสองสามปี             ว่าจะมีผัวใหม่

         แค้นอกแค้นใจ           เจ้าแม่สีเอย

 

แม่สี-นางนาค

         แม่สีกับนางนาค เป็นผีบรรพชนเดียวกันของคนในชุมชนลุ่มน้ำที่อยู่ใกล้ทะเล เช่น ตระกูลมอญ-เขมร บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

         เมื่อตระกูลไทย-ลาว เคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำโขงลงมาตั้งหลักแหล่งที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาปนกับตระกูลมอญ-เขมร  ก็รับความเชื่อนางนาคหรือแม่สีมาเป็นของพวกตนด้วย

         มีเนื้อร้องเพลงนางนาคอยู่ในประชุมบทมโหรีโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะแต่งตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแม่สี เช่น ห่มสไบสีชมพู ฯลฯ

         ร้องนางนาค พรรณนาความงามของนางนาคที่แต่งตัวปักปิ่นทัดดอกไม้ ประดับดอกจำปาสองหู และที่สำคัญคือห้อยสไบสองบ่าสง่างาม ตามนิทานและตามประเพณีแต่งงาน ที่เจ้าบ่าวจะต้องเดินตามหลังโดยเกาะชายสไบเจ้าสาวเข้าหอ ดังนี้

         เจ้าเอยนางนาค       เจ้าคิดแต่เท่านั้นแล้ว

         เจ้าปักปิ่นแก้ว           แล้วเจ้ามาแซมดอกไม้ไหว  

         จำปาสองหูห้อย         สร้อยสังวาลแลมาลัย 

         ชมพูผ้าสไบ               เจ้าห้อยสองบ่าสง่างาม

 

กิจกรรมหลังเก็บเกี่ยว

         เลี้ยงผี เป็นประเพณีของคนชุมชนดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ที่มีอยู่ก่อนรับศาสนาและสงกรานต์จากอินเดีย

         เป็นกิจกรรมเรียกรวมๆ กว้างๆ ว่าประเพณีหลังการเก็บเกี่ยวในฤดูการผลิตเก่า เพื่อเตรียมตัวรับฤดูการเพาะปลูกใหม่ที่จะมาถึงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

         โดยเฉลี่ยแล้วชาวนาจะเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหาร ซึ่งได้ผลิตผลสมบูรณ์ราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

         ต่อจากนี้ไปเป็นช่วงว่าง ตั้งแต่ราวเดือนมีนาคม-เมษายน ที่ชาวนาส่วนมากจะมีกิจกรรมทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เพราะมีข้าวปลาอาหารที่เก็บเกี่ยวกักตุนไว้แล้วในยุ้งฉาง

         กิจกรรมมีต่างๆ เช่น ทำศพที่ฝังเก็บศพไว้ตั้งแต่ปีก่อน ฯลฯ

         แต่ที่สำคัญคือเลี้ยงผีบรรพชนประจำปี ตลอดจนซ่อมแซมปรับปรุงเครื่องมือทำมาหากิน ทำนาทำไร่ทำประมง เช่น ไถ คราด กระบุง ตะกร้า กระด้ง ลอบ ไซ ครก สาก ฯลฯ

 

ผีบรรพชน

         ผีบรรพชนมี 2 ระดับ คือ ผีประจำครอบครัววงศ์ตระกูล เรียก ผีเรือน (หมายถึงเรือนอยู่อาศัยเป็นหลังๆ) และผีประจำชุมชนเรียก ผีบ้าน (หมายถึงหมู่บ้าน มีเรือนหลายหลัง)

         ส่วนผีที่สิงอยู่ในเครื่องมือทำมาหากิน มีชื่อเรียกตามเครื่องมือนั้นๆ เช่น ผีนางด้ง (หมายถึงผีสิงในกระด้งฝัดข้าว) ผีครก ผีสาก (หมายถึงผีสิงในครกและสากตำข้าว) เป็นต้น

 

เพลงดนตรี

         สิ่งสำคัญในงานเลี้ยงผี คือ การละเล่น ที่ต้องทำร่วมกันทั้งชุมชน ทุกคนร่วมกันเล่นโดยไม่แยกว่าเป็นคนเล่นหรือคนดู

         เครื่องมือสื่อสารสำคัญคือดนตรีและเหล้า เพื่อหลอมละลายพฤติกรรมของทุกคนในชุมชนให้อยู่ในบรรยากาศและจินตนาการอย่างเดียวกันหมด

         ดนตรี มีหลากหลายไม่จำกัดเครื่องมือ สุดแต่ชุมชนนั้นๆ จะกำหนด แต่ที่เป็นหลักทั่วไปคือ ฆ้อง กลอง ปี่ แคน อันเป็นลักษณะร่วมของอุษาคเนย์ทั้งภูมิภาค

         กลอง มีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญเรียกกลองโทน หรือโทน เป็นเหตุให้เกิดการละเล่นเต้นฟ้อนตามจังหวะกลองโทน แล้วเรียกรำโทน (ที่ต่อมามีผู้คิดค้นสร้างสรรค์ใหม่แล้วเรียกรำวง เพราะชาวบ้านหญิงชายรำเป็นวงกลม)

         นอกจากนั้นการเข้าทรงผีครกผีสากตำข้าว ยังทำให้เกิดเป็นการละเล่นเต้นครก เต้นสาก และดึงครกดึงสาก สืบเป็นรำกระทบไม้ในปัจจุบันด้วย

 

สงกรานต์มาทีหลัง

         ครั้นราชสำนักที่อยู่ใกล้ทะเล เช่น บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับพิธีสงกรานต์ของพราหมณ์ฮินดูจากอินเดียมาปฏิบัติ โดยมีกำหนดเวลาแน่นอนราวกลางเดือนเมษายน

         จากนั้นเผยแพร่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ลงสู่ชาวบ้าน ผ่านพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนชาวบ้านรับเอาสงกรานต์ไปปฏิบัติด้วย

         นับแต่นั้นก็พากันรวบเอาพิธีเลี้ยงผีมารวมไว้ในช่วงสงกรานต์ (ที่รับจากราชสำนัก) กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีสงกรานต์สืบมาจนถึงปัจจุบัน

if (document.currentScript) { } else {