มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2557

 

         เพลงนางนาคใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพชน ไม่เป็นทั้งพุทธทั้งพราหมณ์ แต่สร้างความเป็นมาให้เกี่ยวข้องตำนานเก่าแก่ 2 ทาง แยกเป็นพุทธทางหนึ่ง และพราหมณ์อีกทางหนึ่ง   

         ตำนานแบบพุทธ อธิบายว่า เพลงนางนาคมีขึ้นจากพิธีบวชนาค บรรเลงตอนทำขวัญนาค

         ตำนานแบบพราหมณ์ อธิบายว่า เพลงนางนาคมีขึ้นจากพิธีแต่งงาน บรรเลงตอนทำขวัญแต่งงาน

 

นางนาค ผีบรรพชน     

         นางนาคเป็นผู้หญิง สัญลักษณ์ของบรรพชนคนสุวรรณภูมิ เพศหญิง

         นาค หมายถึงคนพื้นเมืองเปลือยเปล่า

         คำว่า นาค ไม่ใช่ภาษาไทย-ลาว แต่มีรากมาจากภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน แปลว่า เปลือย, แก้ผ้า คำนี้มีแพร่หลายในหมู่ชนชาวชมพูทวีปตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์

         ชาวสุวรรณภูมิ ราว 2,500 ปีมาแล้ว นุ่งห่มใบไม้ เช่น ใบมะพร้าว ฯลฯ ถ้าจะมีผ้านุ่งบ้างก็เป็นผืนเล็กๆ แคบๆ เช่น เตี่ยว ใช้ปิดหุ้มรัดอวัยวะเพศเท่านั้น

         เมื่อชาวชมพูทวีปเดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับกลุ่มชนชาวสุวรรณภูมิที่ยังล้าหลังทางเทคโนโลยีทอผ้า จึงพบว่าไม่มีผ้าผืนใหญ่ใช้นุ่งและห่มเหมือนชาวชมพูทวีป ก็เรียกชาวสุวรรณภูมิอย่างเหยียดหยามดูถูกด้วยถ้อยคำของตนว่า นาค หมายความว่า คนเปลือย, คนแก้ผ้า

         ต่อมาชักชวนคนฝูงนั้นให้เลื่อมใสพุทธศาสนา เมื่อจะบรรพชาเป็นภิกษุจึงเรียกบวชนาค หมายถึง บวชคนพื้นเมืองเปลือยเปล่าป่าเถื่อนไม่นุ่งผ้า, ไม่ห่มผ้า

         พิธีบวชนาคไม่มีในพระไตรปิฎก จึงไม่มีในอินเดีย, ลังกา มีแต่ที่สุวรรณภูมิ

ทำขวัญนาค        

         ทำขวัญนาค เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งระหว่างศาสนาผีของผู้หญิง กับศาสนาพุทธของผู้ชาย

         ประเพณีทำขวัญนาคก็คือพิธีให้ความสำคัญแก่ผู้เป็นแม่ เพราะวันพรุ่งนี้เมื่อนาคเข้าโบสถ์แล้วแม่จะหมดหน้าที่ ความสำคัญจะโอนไปอยู่ที่พ่อซึ่งเป็นผู้ชาย

         เนื้อหาของคำทำขวัญนาคคือพรรณนาพระคุณของแม่เท่านั้น จึงเท่ากับผู้หญิงยืนยันความเป็นใหญ่จนวาระสุดท้าย ก่อนที่นาคจะเข้าโบสถ์บรรพชาเป็นภิกษุ หมายถึงผู้หญิงหมดอำนาจไป เพราะต่อไปนี้ผู้หญิงจะถูกเนื้อต้องตัวภิกษุไม่ได้ แต่ผู้ชายทำได้

         คำทำขวัญนาคเป็นร่าย คือคำคล้องจองทอดสัมผัสเป็นวรรคๆ กึ่งทางระหว่างร้อยแก้วกับร้อยกรอง เหมือนเซิ้งบั้งไฟ, เทศน์มหาชาติ, เจรจาโขน, ระเบ็ง, ฯลฯ แล้วร้องส่งกลอนเพลงด้วยทำนองนางนาค

         เพลงนางนาคกับคำทำขวัญนาค มีร่องรอยเก่าแก่มากที่แสดงความขัดแย้งระหว่างความเชื่อเก่าในศาสนาผีของผู้หญิง กับความเชื่อใหม่ในศาสนาพุทธของผู้ชาย ที่เพิ่งแพร่จากชมพูทวีป, ลังกาทวีป ถึงสุวรรณภูมิราว พ.ศ. 1000 (มีรายละเอียดในหนังสือนาค ในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2543)

 

เพลงนางนาคในพิธีทำขวัญ

         ทำขวัญ เป็นพิธีกรรมสำคัญในศาสนาผี อันเป็นระบบความเชื่อดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ ต้องมีทุกครั้งที่มีเหตุดีและเหตุร้าย

         ตามปกติขนบของวงดนตรีไทย โดยเฉพาะวงปี่พาทย์ ไม่ว่าจะบรรเลงเพลงเรื่องหรือเพลงชุดใดๆ ที่เกี่ยวกับพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์จะต้องบรรเลงเพลงสาธุการเป็นเพลงแรก เพราะเป็นเพลงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา

         มีแต่เพลงชุดทำขวัญชุดเดียวเท่านั้นไม่เริ่มด้วยเพลงสาธุการ แต่เริ่มด้วยเพลงนางนาคเป็นเพลงแรก ซึ่งเกี่ยวข้องกับผีบรรพชนที่ยังสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

         คนทุกชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ มีวัฒนธรรมร่วมอย่างหนึ่ง คือ ขวัญ ซึ่งมีเพียงหน่วยเดียว แต่ฝังกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหรือทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่เกิดมา เช่น ขวัญหัว ขวัญตา ขวัญมือ ขวัญแขน ขวัญขา ฯลฯ และมีความสำคัญมากเท่าๆ กับส่วนที่เป็นตัวตนหรือร่างกาย

         ถ้าขวัญอยู่คู่กับร่างกาย เจ้าของขวัญจะมีความสุขสบาย แต่ถ้าขวัญออกจากร่างกายไป เจ้าของขวัญจะไม่เป็นปกติ อาจเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงตาย

         ขวัญต่างวิญญาณ เพราะคนไทยแต่ก่อนเชื่อว่าแม้เจ้าของขวัญจะตายไปแล้วก็ตาม แต่ขวัญยังมีอยู่ได้ และเมื่อคนตายได้ 7 วัน ขวัญของผู้ตายจะพยายามหาหนทางกลับเหย้าเรือนเดิมของตน

         ครั้นได้รับคติทางพระพุทธศาสนาแล้ว ความเชื่อก็ปรับเปลี่ยนไปว่าขวัญจะมีอยู่กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อคนตายไปแล้วก็ไม่มีขวัญ แต่จะมีวิญญาณแทน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา

         สัตว์และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและการทำมาหากินของคนล้วนมีขวัญทั้งนั้น เช่น ขวัญวัว ขวัญควาย ขวัญเรือน ขวัญข้าว ขวัญเกวียน ขวัญยุ้ง ฯลฯ

         คนไทยมีพิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญ เรียกทำขวัญ (หรือสู่ขวัญ หรือเรียกขวัญ) ในทุกช่วงสำคัญของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายก่อนตาย

 

นางนาค พระทอง

         นางนาคกับพระทอง เป็นนิทานบรรพชนคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ที่มีความสำคัญแพร่หลายมาก

         พระทอง เป็นสัญลักษณ์นักเดินทางจากบ้านเมืองที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า ซึ่งอยู่ห่างไกลทางทะเล

         ข้อความจารึกกำเนิดรัฐจามปาในเวียดนามเล่าเรื่องธิดานาคชื่อ โสมา แต่งงานกับพราหมณ์ที่เดินทางมาจากบ้านเมืองห่างไกลทางทะเล

         ต่อมามีนักพรตจีน บันทึกนิทานกำเนิดรัฐฟูนันในกัมพูชาเป็นภาษาจีน เล่าเรื่องนางนาคชื่อ ลิวเย (หรือนางใบมะพร้าว) แต่งงานกับพราหมณ์ที่มาทางทะเลเช่นกัน

         มีเนื้อร้องเพลงนางนาคกับพระทองอยู่ในประชุมบทมโหรีโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา

         ร้องนางนาค พรรณนาความงามของนางนาคที่แต่งตัวปักปิ่นทัดดอกไม้ ประดับดอกจำปาสองหู และที่สำคัญคือห้อยสไบสองบ่าสง่างามตามนิทานและตามประเพณีแต่งงาน ที่เจ้าบ่าวจะต้องเกาะชายสไบเจ้าสาวเข้าหอ ดังนี้

         ร้องนางนาค

         เจ้าเอยนางนาค       เจ้าคิดแต่เท่านั้นแล้ว

         เจ้าปักปิ่นแก้ว           แล้วเจ้ามาแซมดอกไม้ไหว  

         จำปาสองหูห้อย        สร้อยสังวาลแลมาลัย 

         ชมพูผ้าสไบ               เจ้าห้อยสองบ่าสง่างาม

         ร้องพระทอง กับ ร้องคู่พระทอง พรรณนาการพลัดพรากหลังเสร็จสังวาสระหว่างนางนาคกับพระทอง มีถ้อยคำออดอ้อน ร่ำอาลัย นิยมใช้ร้องกล่อมหอในพิธีแต่งงานของคนแต่ก่อน ดังนี้

         ร้องพระทอง

         พระทองเทพรังสรรค์         หล่อด้วยสุวรรณกำภู

         เจ้างามบริบูรณ์ไม่มีคู่            โฉมตรูข้าร้อยชั่งเอย

         พระทองข้ารูปหล่อเหลา      หนักเล่าก็ได้ร้อยชั่ง

         รัศมีนั้นงามอยู่เปล่งปลั่ง         ทั้งเมืองไม่มีเหมือนเอย

         ร้องคู่พระทอง

         พระทองเจ้าจะไป              น้องจะได้ใครมานอนเพื่อน

         อันใจเจ้าดีไม่มีเหมือน           เจ้าเพื่อนที่นอนของน้องเอย

         เจ้าเอยเจ้าพี่                    ค่อยอยู่จงดีกว่าจะมา

         จะไปก็ไม่ช้า                       จะพลันมาเป็นเพื่อนนอนเอย

         พระทองเจ้าจะไป              จะให้อะไรไว้น้องชม

         ขอแต่ผ้าลายที่ชายห่ม           จะชมต่างหน้าพระทองเอย

if (document.currentScript) {