Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2557

 

          ดนตรีประโคมงานศพเก่าสุดในอุษาคเนย์ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีเครื่องมือหลัก เช่น ปี่, แคน, กลองไม้ (ต้นตระกูลกลองทัด)

          ต่อมาเมื่อพบโลหะทำเครื่องมือเครื่องใช้ ก็มีเครื่องมือโลหะเพิ่มขึ้น เช่น ฆ้อง, กลองทอง (มโหระทึก)

 

ปี่พาทย์ฆ้องวง

          ครั้นเติบโตขึ้นเป็นบ้านเป็นเมือง แล้วเป็นรัฐตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2000

          ดนตรีประโคมงานศพ มีปี่, ฆ้อง, กลอง, ฯลฯ เรียกในเอกสารยุคอยุธยาว่า ปี่พาทย์ฆ้องวง ใช้งานพิธีกรรมทั่วไปด้วย เช่น แก้บน, ละคร, หนังใหญ่, ฯลฯ แต่ในวัฒนธรรมเขมร เรียก วงตุ้มโมง (ตุ้ม คือ เสียงกลอง, โมง คือ เสียงฆ้อง) ยังมีใช้สืบมาจนทุกวันนี้อยู่ทาง จ. สุรินทร์

 

ปี่, กลอง

          ราวหลัง พ.ศ. 1000 บ้านเมืองในอุษาคเนย์รับแบบแผนวัฒนธรรมจากอินเดียใต้และลังกา ซึ่งมีเครื่องประโคมที่เรียกชื่อภายหลังอย่างทางการเป็นคำจากภาษาบาลี-สันสกฤตว่า ปัญจดุริยะ (หรือปัญจวาทยะ) มี 5 สิ่ง คือ

          ปี่ 1 เลา (ปี่ไฉน, ปี่ชวา) และกลองรูปร่างต่างกัน 4 ใบ (กลองแขก, กลองมลายู) แล้วเรียกกันต่อมาว่า “กลอง 4 ปี่ 1”

          ในลังกามีชื่อเฉพาะเรียกต่างกัน 2 อย่าง คือ งานทั่วไปเรียก มังคลเภรี (มัง-คะ-ละ-เพ-รี) งานศพเรียก อวมังคลเภรี

          ในไทยลุ่มน้ำยมรับมาเรียก วงมังคละ ภาคใต้รับมาเรียก วงกาหลอ (กร่อนจากคำว่า มังคละ) ลุ่มน้ำเจ้าพระยารับมาเรียก วงปี่ไฉนกลองชนะ

          ถ้าประกอบการละเล่นกระบี่กระบองและมวย เรียก ปี่กลอง ทุกวันนี้ยังมีตามเวทีมวยไทย

 

ปี่พาทย์นางหงส์

          ปี่พาทย์นางหงส์ เป็นชื่อสมมติเพื่อเรียกวงประโคมงานศพ ตามประเพณีให้หงส์ส่งวิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์

          เพราะหงส์เป็นสัตว์มีปีก บินขึ้นฟ้าได้ แล้วเรียกเป็นนางตามประเพณียกย่องเพศหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม

          นางหงส์ เป็นชื่อเครื่องประโคม มีปี่กับกลองมลายูหลายใบ เรียกกันว่านางหงส์ ไม่ใช่ชื่อเพลงที่ประโคม (สมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศรานุวัดติวงศ์ มีลายพระหัตถ์ ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2483 ทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

          ต่อมาเรียกปี่พาทย์ที่ใช้ประโคมงานศพว่า ปี่พาทย์นางหงส์ นานเข้าก็เหมาเรียกจังหวะหน้าทับกลองที่ตีกำกับทำนองเพลงประโคมตอนเผาศพว่านางหงส์ด้วย

 

นกศักดิ์สิทธิ์ 3,000 ปีมาแล้ว

          คำว่า นางหงส์ หมายถึง (นาง)นก(ตัวเมีย) เช่น (อี)แร้ง, (อี)กา, ฯลฯ ตามประเพณีดึกดำบรรพ์ว่าปลงด้วยนก หมายถึงให้แร้งกากินศพแล้วขึ้นฟ้า (สวรรค์)

          มีหลักฐานลายเส้นรูปนก สลักบนหน้ากลองทอง (มโหระทึก) ราว 3,000 ปีมาแล้ว

ลายนก อยู่ขอบนอกสุดของหน้ากลองทอง (มโหระทึก) ราว 3,000 ปีมาแล้ว เชื่อกันต่อมาว่า นกกระเรียน (แต่ไม่ระบุเพศผู้หรือเมีย) ถือเป็นนกศักดิ์สิทธิ์สื่อสารระหว่างดินกับฟ้า (ลายเส้นนี้ได้จากรูปหน้ากลองทองมโหระทึก พบที่เวียดนาม)

ปลงด้วยนก

          แต่เมื่อเปลี่ยนคติทำพิธีเผาศพตามอินเดียก็ยังรักษาร่องรอยดั้งเดิม คือให้นางนกแร้ง-กา พาขวัญและวิญญาณสู่ฟ้า เรียกปลงด้วยนก แล้วกลายเป็นผีฟ้า จึงเรียกนางนกแร้งกาอย่างยกย่องว่านางหงส์ บางท้องถิ่นเรียกนกหัสดีลิงค์

          เมื่อเริ่มจุดไฟเผาศพ วงปี่พาทย์นางหงส์ทำเพลงบัวลอย มีความหมายว่าให้ขวัญลอยขึ้นฟ้า

          “บัวลอย เป็นชื่อเพลงที่ปี่เป่า ไม่ใช่ชื่อเครื่องนางหงส์” (สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีลายพระหัตถ์ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2483 ทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

          บรรเลงประโคมทั่วไปในงานศพ มีชื่อเพลงโดยลำดับว่า บัวลอย, นางหน่าย, กระดี้รี, นางหงส์, หกคะเมน, ไต่ลวด ไม่กำหนดตายตัว จะแทรกเพลงอื่นก็ได้ (ที่ไม่ใช่เพลงมงคล)

          แต่เวลาเผาศพ มีเพลงกำหนดตามลำดับ ดังนี้ ทุบมะพร้าว, แร้งกระพือปีก, กาจับปากโลง, ชักไฟสามดุ้น, ไฟชุม เมื่อจุดไฟเผาศพให้ทำเพลงบัวลอย

          (มีในหนังสือของพระยาอนุมานราชธน กราบทูล สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ 7 มีนาคม 2482)

          จะเห็นว่าชื่อเพลงตอนเผาศพเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก คือ แร้งกระพือปีก, กาจับปากโลง

 

ปี่พาทย์มอญ

          ปี่พาทย์มอญ เป็นวงปี่พาทย์ในวัฒนธรรมมอญ ใช้ประโคมทั่วไปเหมือนปี่พาทย์ไทย, ปี่พาทย์เขมร, ปี่พาทย์ลาว ทั้งประกอบการแสดง และประกอบพิธีกรรมตั้งแต่เกิดถึงตาย

          ประโคมงานศพไทยด้วยปี่พาทย์มอญ เริ่มในแผ่นดินรัชกาลที่ 4 เมื่อรับพระบรมราชานุญาตให้ประโคมงานพระเมรุท้องสนามหลวง หลังจากนั้นพวกเจ้านายขุนนางข้าราชการก็ทำเลียนแบบสืบมาจนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีลายพระหัตถ์ ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2483 เล่าให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงทราบ ดังนี้

          “เรื่องที่ชอบใช้ปี่พาทย์มอญในงานศพนั้น หม่อมฉันเคยได้ยินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสเล่า ว่าปี่พาทย์มอญทำในงานหลวงครั้งแรกเมื่องานพระศพสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ด้วยทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริว่าสมเด็จพระเทพศิรินทราฯ ทรงเป็นเชื้อมอญ แต่จะเป็นทางไหนหม่อมฉันไม่ทราบ เคยได้ยินแต่ชื่อพระญาติคน 1 เรียกว่า ‘ท้าวทรงกันดาล ทองมอญ’ ว่าเพราะเป็นมอญ พระองค์ท่านคงจะทรงทราบดีกว่า คงเป็นเพราะเหตุนั้น งานพระศพพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้มีปี่พาทย์มอญเพิ่มขึ้น โดยเป็นเชื้อสายของสมเด็จพระเทพศิรินทราฯ

          คนภายนอกอาจจะเอาอย่างงานพระศพหลวงไปเพิ่ม หรือไปหาเฉพาะปี่พาทย์มอญมาทำในงานศพโดยไม่รู้เหตุเดิม แล้วทำตามกันต่อมา จนเลยเข้าใจว่างานศพต้องมีปี่พาทย์มอญจึงจะเป็นศพผู้ดี เหมือนกับเผาศพชอบจุดพลุญี่ปุ่นกันแพร่หลายอยู่คราวหนึ่ง

          อันที่จริงปี่พาทย์มอญ มอญเขาก็ใช้ทั้งในงานมงคลและงานศพเหมือนกันกับปี่พาทย์ไทย กลองคู่กับปี่ชวาและฆ้องประสมกันซึ่งเรียกบัวลอย ก็ใช้ทั้งงานศพและงานมงคล เช่น ในงานมหรสพ ไต่ลวด ลอดบ่วง และนอนหอกนอนดาบในสนามหลวง ที่สุดจนกลองชนะก็ใช้ทั้งในงานมงคลและงานศพ

          เครื่องประโคมที่ใช้เฉพาะงานศพเห็นมีอย่างเดียวแต่ปี่พาทย์นางหงส์ อันมีผู้คิดกลองคู่บัวลอยเข้าประสมวงกับปี่พาทย์ พวกปี่พาทย์เห็นว่าเพลงนางหงส์เข้ากับกลองคู่ดี จึงใช้เพลงนั้น เลยกลายเป็นชื่อเครื่องประโคมอย่างนั้น”

}} else {