มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม 2557

 

การเมืองในประวัติศาสตร์ศิลปะ

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย, โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะในไทย ล้วนมีกำเนิดจากอำนาจบงการทางการเมืองยุคอาณานิคมมากกว่า 100 ปีมาแล้ว

          เนื้อหาวิชาการจึงเป็นไปเพื่อการเมืองยุคอาณานิคม และยุคหลังอาณานิคม แล้วใช้งานสืบทอดตกถึงปัจจุบัน บรรดาคนชั้นนำไทยก็ทำตามที่เจ้าอาณานิคมกำหนดไว้อย่างเซื่องๆ จ๋องๆ จนวันนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง

          แม้จะมีปรับปรุงเพิ่มเติมบ้าง แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลัก หรือถ้ามีก็น้อยจนไม่เปลี่ยนอะไรได้เลย

          ดังนั้น บรรดาครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่สอนนักเรียนนิสิตนักศึกษาว่า ประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ล้วนเป็นความจริงบริสุทธิ์ ไม่อิงนิยาย ไม่การเมือง จึงไม่ใช่ เพราะแท้จริงมีการเมือง เป็นการเมืองตั้งแต่กำเนิด

          ดังมีผู้เห็นการเมืองเรื่องนี้อยู่ในบางตอนของพระราชกระแส ร.5 เปิดโบราณคดีสโมสร เมื่อปลายแผ่นดิน

          กับมีอยู่ในข้อเขียนของ จิตร ภูมิศักดิ์ (เรื่องข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม) และ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม (เรื่องยุคเหล็กในประเทศไทย)

          รวมถึงงานค้นคว้าวิชาการเรื่องนี้ของ อ. ชาตรี ประกิตนนทการ (ในหนังสืออ่านฉบับล่าสุด) รวมทั้ง อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร, อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (ในหนังสือ ขอมอยู่ไหน ไทยอยู่นั่นฯ กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ เมื่อกุมภาพันธ์ 2557)

          ยิ่งทุกวันนี้ยิ่งมีมาก เพราะบรรดาครูอาจารย์เหล่านั้นต้องทำหน้าที่สนองงานการเมืองอย่างยิ่งของคนชั้นนำและคนชั้นสูง จนนักเรียนนักศึกษาคิดต่างไม่ได้ ใครคิดต่างสอบตก หรือไม่ก็มีปัญหาหนัก ทำนองเดียวกัน

          การเมืองในประวัติศาสตร์ศิลปะ เห็นจากพื้นที่ด้านตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งที่ราบสูงและที่ราบลุ่ม เป็นบริเวณเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนของไทยและกัมพูชา ทั้งทางการเมืองและทางวัฒนธรรม สืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์จนปัจจุบัน

          ผู้คนชนเผ่าเหล่ากอก็ปะปนเป็นเครือญาติชาติพันธุ์ มีตำนานนิทานว่ากำเนิดจาก (ท้อง) น้ำเต้าปุงเดียวกัน

          เมื่อมีบ้านมีเมือง แล้วมีรัฐ ต่างกระจัดกระจายเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนเคล้าคละปะปน ไม่มีเส้นกั้นพรมแดนแผนที่แน่นอนตายตัวเหมือนปัจจุบัน จึงต่างก็เข้านอกออกในไปมาหาสู่เป็นบ้านพี่เมืองน้องผองเครือญาติกันและกัน เป็นปกติในชีวิตประจำวัน

          บรรพชนต้นตระกูลกษัตริย์กัมพูชาสายหนึ่งมีหลักแหล่งดั้งเดิมอยู่ที่ราบสูงบริเวณต้นน้ำมูล มีศูนย์กลางอยู่ปราสาทพิมาย (ที่นครราชสีมา)

          ต่อมาได้ขยายเครือข่ายอำนาจลงไปถึงที่ราบลุ่มบริเวณโตนเลสาบ (ทะเลสาบ) ในกัมพูชา แล้วสร้างปราสาทนครวัดในเมืองพระนครกับปราสาทบายนในเมืองนครธม ซึ่งเกี่ยวดองเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับกษัตริย์ขอมละโว้ ผู้สร้างปราสาทที่ศาลพระกาฬ และพระปรางค์สามยอด (ที่ลพบุรี)

          ศิลปะสถาปัตยกรรมเป็นแบบเดียวกัน ฝีมือช่างพวกเดียวกัน โดยไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต เพราะยังไม่แบ่งเป็นประเทศ (ไทย, กัมพูชา)

          ราวหลัง พ.ศ. 2400 มีรัฐชาติ มีประเทศ มีแผนที่แสดงเส้นกั้นอาณาเขตประเทศใครประเทศมัน ตามอำนาจที่ต้องการของยุโรปเจ้าอาณานิคมครั้งนั้น

          ต่อมาเจ้าอาณานิคมก็จัดการให้มีวิชาความรู้ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ให้เป็นไปตามอำนาจทางการเมืองรัฐชาติ

          ส่งผลให้ไทยต้องมีประวัติศาสตร์แห่งชาติ แล้วมีศิลปะในประเทศไทย(แห่งชาติ) ที่ต้องไม่เหมือนศิลปะแบบเขมร (ขอม) เพราะไม่ไทย จึงเลี่ยงไปเรียกด้วยชื่ออื่นแทนว่า ศิลปะลพบุรี ทั้งๆที่จริงก็เขมรนั่นแหละdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);