มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 5  มีนาคม 2557

 

อำนาจ ราชบัลลังก์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

          สุพรรณบุรี มีชื่อเดิมว่า สุพรรณภูมิ (ที่มาจากคำว่า สุวรรณภูมิ)

          หลัง พ.ศ. 1500 ลักษณะการค้าโลกเปลี่ยนไปในทางขยายตัวกว้างขวางขึ้น เพราะความเคลื่อนไหวของจีน

          ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีหลักแหล่งอยู่บริเวณหุบเขาภายในภูมิภาค มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรไปตามเส้นทางการค้าภายใน

          ตระกูลไทย-ลาว จากสองฝั่งโขงพวกหนึ่งเป็นขบวนใหญ่ ทยอยลงมาตั้งหลักแหล่งเป็นประชากรปะปนกับคนพื้นเมืองดั้งเดิมในตระกูลมอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ฯลฯ อยู่ทางลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน

          นานเข้าก็เติบโตเป็นผู้มีอำนาจ จนเป็นกษัตริย์ครองรัฐสุพรรณภูมิ (บริเวณเมืองสุพรรณปัจจุบัน) ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ถึงกับส่งโอรสองค์หนึ่งชื่อ เจ้านครอินทร์ ไปอยู่กับจักรพรรดิจีน นานเป็นปี

          เจ้านครอินทร์องค์นี้เอง คือพระร่วงไปเมืองจีนในนิทาน แล้วได้ช่างทำเครื่องเคลือบจากจีนกลับมาสร้างเตาเผาในสยาม ตั้งแต่ลุ่มน้ำน้อย สิงห์บุรี ขึ้นไปถึงศรีสัชนาลัยสุโขทัย ในนามเครื่องสังคโลก

          ต่อมาจักรพรรดิจีนส่งกองทัพเรือของเจิ้งเหอมาช่วยกดดันกษัตริย์อยุธยา แล้วสนับสนุนเจ้านครอินทร์จากสุพรรณภูมิ ยกกำลังทำรัฐประหารเข้ายึดครองเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา

          ตระกูลลาวจากเมืองสุพรรณก็ทยอยไปเป็นประชากรอยุธยา ผสมกับมอญและขอมเมืองละโว้ (ลพบุรี) แล้วกลายเป็นคนไทยพูดสำเนียงเหมือนเจรจาโขนทุกวันนี้

          นับแต่นั้นอำนาจ ราชบัลลังก์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ จากเมืองสุพรรณบุรี มีมากมายมหาศาลที่สถาปนาความเป็นคนไทยกรุงศรีอยุธยาอย่างแท้จริง แล้วมีลักษณะต่างจากความเป็นขอมละโว้ ก็ตั้งแต่ยุคนี้เป็นต้นไป

          แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยไม่บอกเรื่องนี้ ถ้าใครอยากรู้ให้ถาม อ. สุเนตร ชุตินธรานนท์ จุฬาฯ ผู้มีคำอธิบายไพเราะเสนาะหูมิรู้คลาย

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

          มีจดหมายแสดงความเห็นเกี่ยวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ในอยุธยา จะสรุปย่อคัดมาแบ่งปันดังต่อไปนี้

          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงศิลปวัตถุที่ได้จากการลักลอบขุดกรุปรางค์วัดราชบูรณะ จ. พระนครศรีอยุธยา

          ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่พบในกรุปรางค์วัดมหาธาตุนั้น เป็นวัตถุมงคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ควรนำไปประดิษฐานไว้ในอาคารที่แยกออกไปต่างหาก ด้วยแนวคิดที่ว่า “พระบรมสารีริกธาตุนั้น มิใช่วัตถุที่จะนำไปตั้งแสดงสำหรับจ้องดู แต่เป็นวัตถุมงคลที่ควรประดิษฐานไว้ในสถานที่สำหรับสักการบูชา”

          อาจสร้างเป็นอาคารในลักษณะของพระที่นั่งแบบใดแบบหนึ่งในสมัยอยุธยา และประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้

          แนวคิดนี้สอดคล้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กทม. ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เพื่อประชาชนได้เข้าไปสักการะได้สะดวก

          วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ 8 ซอยรามอินทรา 20 ถ.รามอินทรา เขตบางเขน กทม. 10230 โทร. 08 9159 8412 www.wisut.net