มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557

 

          เพลงลาวแพน หมายถึง เพลงสำเนียงลาวหลายทำนอง ที่เอามาร้อยต่อกันเป็นพืดยืดยาว ให้มีลีลาหลากหลายกว้างขวางอย่างเสรี

          แพน เป็นคำเก่าแก่ดั้งเดิม แปลว่า แผ่กว้างออกไป, เป็นแผ่น, ต่อกันเป็นพืด (เหมือนแพ)

          มีใช้ในชีวิตประจำวันของคนแต่ก่อน เช่น ลำแพน เป็นคำเรียกเสื่อซึ่งสานด้วยตอกไม้ไผ่เหลาบางๆ ได้ขนาด เอาใช้แผ่ปูพื้น หรือกรุห้องกั้นฝาเรือน ว่าเสื่อลำแพน

          (ภาษาพูดของคนภาคใต้ว่า “เรือเป็นแพน” หมายถึง เรือต่อกันเป็นพืด มีในพจนานุกรมภาษาถิ่นใต้ 2525 พิมพ์โดยสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2525 หน้า 195)

          แต่นานเข้าความหมายของแพนก็ขยายขอบเขตเป็นอย่างอื่นด้วย

 

คำร้องลาวแพน

          เพลงลาวแพนมีคำร้องแพร่หลายต่างกันอย่างน้อย 2 สำนวน คือ สำนวนตีเวียงจัน กับสำนวนพระลอ

          1. สำนวนตีเวียงจัน พรรณนาความทุกข์ยากของบรรดาเชลยลาวที่ถูกกวาดต้อนจากเวียงจันมาอยู่กรุงเทพฯ คราวศึกเจ้าอนุเวียงจันสมัย ร.3

          ไม่ทราบผู้แต่ง แต่เดากันว่าแต่งในกรุงเทพฯ และไม่เป็นสำนวนลาวสองฝั่งโขง เพราะฉันทลักษณ์ใกล้กลอนเพลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา และถ้อยคำก็กลายจากลาวใกล้ไทยกรุงเทพฯ มากแล้ว

          มีร่องรอยน่าสงสัยว่าคำร้องสำนวนนี้ จะแต่งโดยคีตกวีวังหน้า สมัย ร.3-ร.4 เพราะในบทละครเรื่องพระลอนรลักษณ์มีกลอนตอนหนึ่งว่า “ซอขับรับแพนแสนเสนาะ ฟังเพราะสำเนียงเสียงดีเหลือ”

          ใกล้เคียงกับคำร้องลาวแพนขึ้นต้นว่า “มาข้อยจะกล่าวถึงลาวเป่าแคนแสนเสนาะ ฟังเพราะ (มาสอเพาะ) เข้ากับแคนแสนขยัน…..” ฯลฯ

          2. สำนวนพระลอ พรรณนาความทุกข์โศกของพระลอที่ออกจากบ้านเมืองของตนไปกลางดงป่า ข้ามน้ำกาหลงไปหาพระเพื่อนพระแพงที่อยู่อีกเมืองหนึ่ง

          เป็นพระนิพนธ์ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ สมัย ร.5

          ยังมีสำนวนอื่นๆ หลังจากนี้อีก แต่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

 

ทำนอง

          เพลงลาวแพน บางทีเรียกเพลงลาวแพนใหญ่ (คู่กับเพลงลาวแพนน้อย)

          เป็นเพลงมีสำเนียงลาวอีสาน (ไม่เป็นลาวเหนือ หรือลาวล้านนา) ครูมนตรี ตราโมท บอกว่า “แม้เพลงพื้นเมืองของภาคอีสานในสมัยนี้ ก็ยังมีคล้ายคลึงกับลาวแพนหรือลาวแพนใหญ่นี้”

          เพลงลาวแพนบรรเลงเดี่ยว (เช่น เดี่ยวจะเข้เพลงลาวแพน) ผู้รู้ดนตรีไทยอธิบายว่าประกอบด้วยเพลงสำเนียงลาวหลายเพลงเข้ามาต่อกันเป็นเรื่องราว เช่น เพลงลาวสมเด็จ, ลาวแพนน้อย เป็นต้น

          แรกเริ่ม ประดิษฐ์ทำนองสำหรับเดี่ยวปี่ในเท่านั้น ต่อมาแผ่ขยายถึงจะเข้และเครื่องมืออื่นๆ หลากหลายไม่มีขีดจำกัด

          ต่อมาใช้บรรเลงเดี่ยวประกอบรำ มีเพลงสำเนียงลาวร้อยต่อกันเป็นชุดให้เข้ากับท่ารำที่กำหนด คือ ลาวแพนใหญ่, ลาวสมเด็จ, ลาวแพนน้อย, ลาวลอดค่าย, แล้วออกซุ้มลาวแพน (คำว่า ซุ้ม บางทีจะกร่อนจาก ซุมแซว แปลว่า อึกทึก สนุกสนาน)

          ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับชื่อและความหมายเพลงลาวแพน หมายถึง เพลงสำเนียงลาวหลายเพลงที่เอามาร้อยต่อกันเป็นพืดยืดยาว และมีลีลาทำนองหลากหลายกว้างขวางอย่างเสรี

 

ลาวแคน

          ชื่อเพลงลาวแพน บางท่านสันนิษฐานว่า “เดิมคงจะชื่อลาวแคน คือเพลงลาวที่เป่าแคน แล้วจึงเรียกเพี้ยนมาเป็นลาวแพน”

          แต่มีบางท่านว่าเดิมเรียกเพลงลาวแคน ครั้น ร.4 ออกประกาศห้ามแอ่วลาวเป่าแคน จึงเลี่ยงอาญาโดยเปลี่ยนไปเรียกเพลงลาวแพน

          คำว่า แพน เป็นคำเก่าแก่ดั้งเดิมมีก่อนหน้านี้นานแล้ว

          แคนใช้เป่าเพลงลาวและเพลงสำเนียงอื่นๆ ได้หลายหลากมากด้วยกันมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เฉพาะเพลงลาวแพน ดังนั้น ชื่อลาวแพน จึงไม่มาจากลาวแคน

          อนึ่ง ไม่เคยมีหลักฐานว่าทำนองเพลงลาวแพนแต่งขึ้นเมื่อไร? แล้วไม่พบพยานว่าเพลงนี้เป็นที่รู้จักหรือเล่นแพร่หลายแล้วสมัย ร.4 ก่อนมีประกาศฯ

 

ฟ้อนแพน, รำแพน

          คำว่า แพน ใช้ประกอบคำอื่นในความหมายเดียวกันยังมีอีก เช่น

          ฟ้อนแพน หมายถึง ฟ้อนรำตามประเพณีล้านนา เข้ากับเพลงลาวแพน (หรืออาจเรียกว่า ฟ้อนลาวแพน) ในละครร้องเรื่องพระลอ ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ สมัย ร.5

          รำแพน หมายถึง แผ่หางกางปีกเดินกรีดกราย (ใช้กับนกยูง) คำว่า รำแพน น่าจะกลายจาก ลำแพน

 

แพน ในคำลาวคือขับลำ

          แพน เมื่อใช้เกี่ยวกับเพลงดนตรี จะหมายถึงขับลำเป็นทำนองด้นเข้ากับเพลงดนตรีของกลุ่มลาวเท่านั้น

          มีในบทละครเรื่องพระลอนรลักษณ์ (พระบวรราชนิพนธ์ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ สมัย ร.3) ว่า “ซอขับรับแพนแสนเสนาะ ฟังเพราะสำเนียงเสียงดีเหลือ” (หมายถึง เสียงขับด้นสอดรับเข้ากับทำนองเพลงดนตรีอันไพเราะ ซอ เป็นคำล้านนา แปลว่าขับหรือร้อง)

          อีกตอนหนึ่ง เมื่อลาวช่างขับสองคนจะขับซอชมโฉมพระเพื่อนพระแพง ถวายพระลอ มีกลอนว่า “ลองแพนลองปี่เห็นดีดัง แล้วบังคมขับขึ้นฉับไว” (หมายถึง ลาวสองคนเป็นช่างขับกับช่างปี่ ก่อนจะขับซอปี่ก็ลองเสียงก่อนว่าเข้ากันดีหรือยัง เมื่อดีแล้วก็เริ่มขับจริง)

          แพนซอ หมายถึง ขับ หรือ ร้อง เป็นทำนองลาวยืดยาวต่อเนื่อง มีในนิราศวัดเจ้าฟ้า (ของสุนทรภู่ แต่งสมัย ร.3) ว่า “ถึงบางอ้อคิดจะใคร่ได้ไม้อ้อ ทำแพนซอเสียงแจ้วเที่ยวแอ่วสาว”

 

ลาวแพน

          นานเข้า คำว่า แพน ก็ขยายความหมายออกไปกว้างขวางถึงเครื่องเป่า เช่น ปี่, แคน และการละเล่นโดยรวมๆ เคล้าคละปะปนกันไป เรียก การละเล่นแอ่วลาว, การละเล่นลาวแพน, ฯลฯ สมัย ร.4 มีประกาศต้องเสียภาษีเหมือนการละเล่นอื่นๆ

 

แพนในคำเขมร

          แพน (คำเขมร อ่านว่า เปน) แปลว่า ขัดสมาธิ (ท่านั่งคู้ขาท่อนล่างซ้อนทับกันเหมือนติดเป็นพืด)

          แพน แปลว่า หอก, ดาบ, โล่ เช่น หอกไปติดแพน แหลนไปติดด้าง (ม.คำหลวง ชูชก), เสียงข้าศึกฮึกโห่ป้องโล่แพน ถือหลาวแหลนรบพุ่งชาวกรุงไกร (อภัยมณี)  ก็ได้ น่าจะมาจากคำเขมรว่า ลํแพง (อ่าน ลุมเปง, ลำเปง) ไทยยืมมาใช้ว่าลำแพง (บางทีใช้ว่า ลำแพน) มีตัวอย่างหลายแห่งอยู่ในหนังสือ รัตนมาลา ของ ศ. ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร (สำนักพิมพ์ลายคำ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 760)