มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557

 

สันติภาพอาเซียน ด้วยระบำเสียมกุก-ละโว้

         วิชาการและการละเล่นไม่จำเป็นต้องแยกกัน เพราะวิชาการไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องประดิษฐานในโบสถ์วิหารเท่านั้น และการละเล่นก็ไม่ใช่สิ่งโสโครกที่สกปรกอยู่ในซ่องโสเภณีเสมอไป

         ระบำโบราณคดีที่กรมศิลปากรประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นพยานสำคัญว่านักปราชญ์ราชบัณฑิตยุคนั้นประสมประสานวิชาการกับการละเล่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติ ไม่เก้อเขิน และไม่ขัดข้องที่จะทำสองอย่างไปพร้อมกัน

         แถมได้ผลสำเร็จกว้างขวาง แล้วเป็นที่นิยมยกย่องสืบจนปัจจุบัน เห็นได้จาก จ. สุโขทัย ใช้เพลงดนตรี และระบำสุโขทัย (หนึ่งในชุดระบำโบราณคดี) โปรโมตการท่องเที่ยวตลอดปี

         ระบำเสียมกุก-ละโว้ คือระบำโบราณคดีชุดใหม่สุดของกรมศิลปากร ที่สร้างสรรค์จากภาพสลักนูนต่ำรูปขบวนเสียมกุกกับขบวนละโว้บนระเบียงปราสาทนครวัด ในกัมพูชา

         ขบวนชาวสยามกับชาวละโว้ เป็นกลุ่มเครือญาติกับราชสำนักกัมพูชาครั้งนั้น ที่ยกไปร่วมพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของกัมพูชา เช่น พิธีอภิเษก, พิธีถือน้ำ, ฯลฯ

         นี่เท่ากับกรมศิลปากรเสนอให้พิจารณาคำอธิบายใหม่ต่อภาพสลักที่นครวัด ซึ่งเคยถูกนักปราชญ์ฝรั่งเศสยุคอาณานิคมตีความว่าเป็นกองทัพสยามจากสุโขทัย และกองทัพละโว้จากลพบุรี ซึ่งล้วนเป็นเชลยถูกเกณฑ์ไปรบกับจาม

         คำอธิบายของนักปราชญ์ฝรั่งเศสยุคอาณานิคม ถูกปฏิเสธจากนักวิชาการนักค้นคว้ารุ่นใหม่ไปนานแล้ว แต่หน่วยงานไทยและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ไม่แบ่งปันเผยแพร่คำอธิบายใหม่ คนทั่วไปย่อมไม่รู้

         ดังนั้นจึงนับเป็นครั้งแรกที่กรมศิลปากรก้าวรุกไปข้างหน้าเพื่อสร้างสันติภาพให้ประชาคมอาเซียนด้วยการเบิกระบำเสียมกุก-ละโว้

         นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร นับเป็นนักบริหารจัดการวิชาการ ช่วงเรือน พ.ศ. 2510 ที่มีความรู้และความสามารถสูงมาก โดยคิดและทำงานสร้างสรรค์กิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ที่มีในกรมศิลปากรสู่สาธารณะได้สำเร็จกว้างขวาง ทั้งด้านประวัติศาสตร์, วรรณคดี, เพลงดนตรี, นาฏศิลป์โขนละคร, ฯลฯ หลายรูปแบบ

         ทั้งยังเชิญนักวิชาการจากสถาบันอื่น เช่น จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ เข้ามาร่วมงาน จนถึงชวนนักเขียนนักหนังสือพิมพ์เจ้าของสยามรัฐยุคนั้น คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปร่วมกิจกรรมสม่ำเสมอ ทั้งเล่นโขนละคร, สักวากลอนสด, ฯลฯ มีผู้คนเข้าชมล้นหลาม แน่นสนามสังคีตศาลาทุกครั้ง แถมด้วยมีโปรโมตลงในสยามรัฐให้ด้วย

         แต่ผู้บริหารสมัยหลังๆ ไม่ให้ความสำคัญกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ แต่เน้นรูปแบบการก่อสร้างทางวัตถุสถานเป็นสำคัญ เพราะเห็นผลทันตา แล้วได้สิ่งต่างตอบแทน

 

ขอมอยู่ไหน? ไทยอยู่นั่น

         “ขอมอยู่ไหน? ไทยอยู่นั่น ขอมกับไทย ไม่พรากจากกัน” เป็นชื่อกิจกรรมแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะของกรมศิลปากร

         รายการฟรี ไม่ต้องมีบัตร แถมแจกฟรีสูจิบัตรให้อีก 1 เล่ม เป็นหนังสือขนาด A4 หนาเกือบ 100 หน้า ให้อีก 1 เล่ม ผมรับเป็นบรรณาธิการ รวบรวมต้นฉบับที่เกี่ยวข้องกับไทยและขอมมาไว้ในเล่มเดียวกัน

         มีบทความสำคัญของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “ลาว, กัมพูชา, และภาคอีสานของไทย ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบลุ่มน้ำโขงตอนกลาง” ตั้งแต่ยุคราชอาณาจักร จนถึงยุคอาณานิคม สืบมายุคปัจจุบัน

         กับข้อเขียนเก่าของ จิตร ภูมิศักดิ์ เรื่อง “ภาษาขอมและอักษรขอม” แม้จะมีผู้พยายามเลี่ยงว่าขอมไม่ใช่เขมรก็ล้วนเป็นเขมรทั้งนั้น

         แล้วยังมีงานวิชาการของนักวิชาการรุ่นใหม่ที่ตอกย้ำว่าขอมคือเขมร แม้จะหนีความจริงเรียกงานช่างเขมรว่าศิลปะลพบุรี หรือศิลปะขอม ก็หนีไม่พ้น เช่น

         ศิลปะลพบุรี-ขอม/เขมรในดินแดนไทย : คำเรียกแบบศิลปะที่ควรทบทวน ของประภัสสร์ ชูวิเชียร (อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

         ลพบุรี : “ศิลปะขอม” ที่ถูกปลอมให้เป็นไทย ของ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (นักวิชาการอิสระ)

         นอกจากนั้นยังมีบทความเรื่องเพลงระบำเสียมกุก-ละโว้ ของ เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์, เครื่องแต่งกายระบำเสียมกุก-ละโว้ ของ วรรณวิภา สุเนต์ตา, กัมพูชา-ไทย กับ เส้นเขตแดน และ ชายแดน ของ อัครพงษ์ ค่ำคูณ

         กรมศิลปากร เรียกกิจกรรมนี้ว่าแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ยาวนานระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่าโดยรวมๆกว้างๆแล้วเป็นพวกเดียวกัน และมีขอมจำนวนไม่น้อยโอนเป็นไทย ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1700

         ไทยยกย่องขอมเป็นครูสืบจนปัจจุบัน แล้วถืออักษรขอมเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ ใช้ลงยันต์ กับมีชื่อบ้านขอมอยู่ทั่วไป

         กิจกรรมอย่างนี้ควรมีสม่ำเสมอในหลากหลายรูปแบบ เพื่อกระตุ้นให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลความรู้อย่างง่ายๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมปกติของมิวเซียมในสากลโลกif (document.currentScript) {