มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557

 

ขี้ข้า

          ขี้ข้า แปลอย่างภาษาร่วมสมัย ว่า ทาสโคตรๆ, ไพร่โคตรๆ

          ขี้ แปลว่า ของเสีย, สิ่งไม่ต้องการ, อุจจาระ

          แต่ยังมีคำอธิบายในพจนานุกรม มติชน ว่า ใช้เติมข้างหน้าคำเพื่อเพิ่มความเข้มของความหมายว่ามีพฤติกรรมไปในทางนั้นๆ (อย่าง โคตรๆ มากๆ แท้ๆ จริงๆ)

          ข้า (สำเนียงไทย ภาคกลาง) ความหมายเดียวกับ ข่า (สำเนียงลาว ภาคใต้) ว่า ทาส, ไพร่

 

การเมืองในไทย ทำร้ายผู้หญิง

          “ผู้หญิงในไทย ถูกคุกคามหยามเหยียดโดยผู้หญิงไทยด้วยกัน นั่นแหละมากที่สุด และรุนแรงที่สุด” เป็นคำอธิบายของผู้อาวุโสทั้งหญิงและชายเมื่อนานมาแล้ว

          แม้พิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่คนทั่วไปและนักวิชาการนานาชาติฟังแล้วไม่ปฏิเสธพฤติกรรมของสังคมทันสมัย แต่ไม่พัฒนา

          องค์การระหว่างประเทศมีทัศนะว่าไทยมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ลดค่าผู้หญิง แล้วเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างไม่เป็นธรรม

          สถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน นับเป็นความน่ากังวลอย่างยิ่งยวดที่พบว่า “มีการใช้ภาษาที่เหยียดหยามก้าวร้าวต่อผู้หญิงด้วยเหตุแห่งเพศและความเป็นผู้หญิง เพื่อแต้มต่อทางการเมือง”

          นางโรเบอร์ต้า คล้าค ผอ.องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ สำนักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค และผู้แทนประเทศไทย แถลงห่วงใยและกังวลที่ผู้หญิงถูกเหยียดหยามทางเพศในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557 หน้า 10)

          ไทยและอาเซียน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกันอย่างหนึ่งคือ ยกย่องหญิงเป็นบรรพชน แล้วมีอำนาจเหนือชาย

          แต่หลังรับศาสนาจากอินเดียราว พ.ศ. 1000 ก็เปลี่ยนเป็นเหยียดหญิง แล้วยกชายเป็นใหญ่เหนือหญิง ตราบจนปัจจุบัน

 

เพศศึกษาในไทย ทำร้ายวัยรุ่นหญิง

          หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ เปิดเผยรายงานชี้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยที่เพิ่มขึ้นทุกปี มีสาเหตุมาจากแนวทางการสอนเพศศึกษาในประเทศที่ยังจำกัดโดยเฉพาะผู้ที่แต่งงานแล้วเท่านั้น (จาก โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพุธที่ 22 มกราคม 2557 หน้าวิเคราะห์ 3)

          เดอะการ์เดียนระบุว่าไทยเป็นประเทศมีแนวคิดแบบอนุรักษนิยม เด็กสาวจึงได้รับการสั่งสอนไม่ให้มีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม แทนการสอนวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์

          กัสปาร์ พีก ผู้แทนกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอฟพีเอ) ระบุว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 8 ปี ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ว่าตัวเลขจะต่ำลง เมื่อคนไทยมีระดับการศึกษาสูงขึ้นและประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังคงเพิ่มขึ้น

          ตั้งแต่ปี 2006-2010 วัยรุ่นไทยทุกๆ 1,000 คน จะมี 47 คน ที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และสูงกว่ามาเลเซียถึง 14 คน

          “12% ของวัยรุ่นที่เคยตั้งครรภ์ กลับตั้งครรภ์ซ้ำอีกครั้งตั้งแต่ก่อนอายุ 20 ปี” นพ. ประดิษฐ สินธวณรงค์ รักษาการ รมว.สาธารณสุข กล่าวพร้อมเสริมว่า “สังคมไทยเป็นสังคมอนุรักษนิยม ที่ไม่ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นได้”

          ปัจจุบันอัตราการเกิดในไทยลดลงเหลือ 1.5 หรือ 1.6 คนต่อแม่ 1 คน อันเป็นเครื่องยืนยันว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไม่ใช่ปัญหาเข้าไม่ถึงการคุมกำเนิด

          ทุกวันนี้การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนไทย ยังเป็นเรื่องยุ่งยากใจ เพราะครูส่วนมากต่อต้านลึกๆที่จะสอนวิชานี้ในชั้นเรียน