มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2557

 

           สยาม เป็นชื่อพื้นที่บริเวณดินดำน้ำชุ่ม ไม่เป็นชื่อชนชาติ

           ใครอยู่ในพื้นที่ดินแดนสยาม เรียกเป็นชาวสยามโดยไม่จำกัดเผ่าพันธุ์ ไม่ว่า มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เย้า, จีน-ทิเบต, ฯลฯ และไทย-ลาว เป็นชาวสยามได้ทั้งนั้น

           นักปราชญ์สมัยก่อนๆ อธิบายว่าภาพสลักเสียมกุกที่ปราสาทนครวัด เมื่อ พ.ศ. 1650 เป็นสยามจากรัฐสุโขทัย

           แต่รัฐสุโขทัยมีขึ้นหลัง พ.ศ. 1650 จึงเป็นอย่างนั้นไม่ได้

 

ชาวสยามในเอกสารจีนโบราณ

           พวกสยาม (เสียน) มีอาชีพเชี่ยวชาญทางปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม พวกนี้มีบ้านเมืองอยู่ไม่ไกลจากกัมพูชา (เจินละ) หรืออาจอยู่ต่อเนื่องกัน เพราะมีการรบพุ่งตามหมู่บ้านเจินละเสมอๆ

           พบหลักฐานอยู่ในเอกสารจีนของโจวต้ากวาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในคณะราชทูตจีนแห่งราชวงศ์หงวนเดินทางไปรัฐเจินละ ถึงนครธม พ.ศ. 1839 อยู่ที่นั่น 1 ปี จึงกลับจีน แล้วเขียน บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ (เฉลิม ยงบุญเกิด แปลจากภาษาจีน สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2543 หน้า 37-38, 40) จะคัดมาดังนี้

           ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม

           “พวกชาวพื้นเมืองไม่เลี้ยงตัวไหมและปลูกต้นหม่อนกันเลย และพวกผู้หญิงก็ไม่ประสากับการใช้เข็มด้ายและการเย็บการชุน เพียงแต่ทอผ้าด้วยฝ้ายเป็นเท่านั้น และก็ไม่รู้จักปั่นด้าย แต่ใช้มือทำให้เป็นเส้นด้าย พวกเขาไม่มีกี่สำหรับใช้ทอผ้า แต่ผูกชายผ้าข้างหนึ่งเข้ากับเอวแล้วทำงานต่อไปอีกชายหนึ่ง ส่วนกระสวยนั้นใช้กระบอกไม้ไผ่

           เมื่อเร็วๆ นี้ชาวเสียนได้มาอาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ทำการเลี้ยงตัวไหมและปลูกต้นหม่อนเป็นอาชีพ พันธุ์ตัวไหมและพันธุ์ต้นหม่อนจึงมาจากประเทศเสียนทั้งสิ้น พวกเขาไม่มีป่านรามีแต่มีปอกระเจา ชาวเสียนใช้ไหมทอผ้าแพรบางๆ สีดำใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผู้หญิงชาวเสียนนั้นเย็บชุนเป็น ชาวพื้นเมืองทำผ้าขาดก็ต้องไปจ้างชาวเสียนให้ช่วยปะชุนให้          

           พวกสยาม (เสียน) รบพุ่งชาวเจินละ (เขมร)

           “แต่ละหมู่บ้านนั้น บ้างก็มีวัดวาอาราม บ้างก็มีสถูปเจดีย์ หมู่บ้านที่มีผู้คนหนาแน่นหน่อยก็มีขุนนางประจำของตนเอง เรียกว่า ใหม่แจว๋ บนเส้นทางสายใหญ่  มีที่สำหรับหยุดพัก คล้ายศาลาที่พำนักของผู้ควบคุมราษฎรทำนาเรียกว่า เซวินมู่

           เมื่อเร็วๆ นี้ได้ทำการรบพุ่งกับชาวเสียน หมู่บ้านเหล่านี้จึงกลายเป็นที่โล่งไปเสียสิ้น

 

สยาม คือ คนไทยรัฐสุโขทัย

           พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) ช่วงปลายแผ่นดิน ร.5 เอเตียน เอโมนิเอร์ อธิบายจารึกบนปราสาทนครวัด เสียมกุก ว่าหมายถึงคนไทย (อ้างอยู่ในบทความเรื่องภาพสลักศิลานูนต่ำ “นี่ เสียมกุก” ที่นครวัด ของ โกรส์ลิเยร์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524/ค.ศ. 1981) ดังข้อความที่ว่า “คำว่าเสียม หมายถึงอำนาจที่มีศูนย์กลางอยู่ที่สุโขทัย (หรือคนไทยนั่นเอง)”  

           นับแต่นั้นมา นักปราชญ์และนักค้นคว้าชาวฝรั่งเศสยุคนั้นและยุคต่อมา ก็บอกทำนองเดียวกันว่าสยามหมายถึงอาณาจักรไทยที่สุโขทัย

 

เสียมกุก เป็น ส่วย อีสานใต้

           ศาสตราจารย์โกรส์ลิเยร์ อธิบายว่า เสียมกุกที่ปราสาทนครวัด ไม่ใช่ไทย แต่เป็น กุย หรือ กวย (ที่คนไทยภาคกลางเรียก ส่วย) ในอีสานใต้ทุกวันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อความในเอกสารจีนโจวต้ากวาน เพราะชาวกุย, กวย มีอาชีพปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม

           ศาสตราจารย์โกรส์ลิเยร์ สรุปว่า

           “เราจะนิยามเสียมกุกนี้ได้หรือไม่?

           ชาติพันธุ์วิทยาน่าจะช่วยนักโบราณคดีได้ ถ้าเราเดินทางไปในชนบททางด้านฝั่งขวาของซีมูน จากด้านทิศตะวันออกสุดของเมืองสุรินทร์ไปจนถึงแม่น้ำโขง เราจะผ่านอาณาเขตของชาวส่วย ผู้คนที่พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมรนี้มีรูปร่างลักษณะพิเศษ ใบหน้ายาว คางใหญ่ ใบหูยาวสวมใส่ตุ้มหูหนัก หน้าผากสูงมีริ้วรอยย่น จมูกเล็กแต่เด่นชัด มีหนวดเครา ริมฝีปากเม้มทำให้ดูเหมือนเป็นรอยแผลที่ปาก ยากแก่การบรรยายแม้จะมีรูปภาพประกอบ

           แต่สำหรับผู้ใดที่เคยพบเห็นคนเหล่านี้ ก็จะดูเหมือนว่าเดินออกมาจากภาพสลักนูนต่ำของนครวัดเลยทีเดียว

           ข้าพเจ้าไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย คนเขมรเป็นคนช่างสังเกต และเป็นนักสลักภาพได้อย่างแม่นยำและน่าพิศวง ที่ภาพนูนต่ำที่ปราสาทบายน เราจะเห็นช่างเขมรได้ทำการสลักชนชาติต่างๆ ตั้งแต่จามไปจนถึงคนจีน โดยผ่านไปทางคนพนง (Phnong) (แม้แต่กระทั่งสลักรูปตัวคนเขมรเอง)

           ภาพสลักเหล่านี้เหมือนจริงเกือบจะเป็นภาพถ่าย เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะดูขี้เล่นเห็นชีวิตชีวาของคนเขมรได้จากรูปสลักเหล่านั้นที่เมืองพระนคร ท่านเอโมนิเอร์ได้ตั้งข้อสังเกตภาพสลักของนครวัดไว้ว่า ‘ในหลายกรณี ช่างสลักหินได้ให้รูปลักษณะอันน่าสะพรึงกลัว อันเป็นรูปแบบที่สังเกตได้จากชีวิตจริง…’

           ท่านพูดถูกและคนแบบนั้นที่เป็นประเด็นปัญหา ก็ดูเหมือนจะเป็นบรรพบุรุษของชาวส่วยในปัจจุบัน

 

รอยสักบนแก้มชาวสยาม

           โกรส์ลิเยร์ ระบุว่า “คนเสียมในภาพสลักนี้มีรอยสัก (หรือรอยแผลเป็น?) บนแก้ม” (หน้า 73)

           รอยสักหรือรอยแผลเป็นตามที่สงสัยนี้ น่าจะเป็นรอยป้ายเลือดบนใบหน้า ซึ่งเป็นประเพณีของบรรดาชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น

           ขมุ เมื่อฆ่าควายบูชายัญในพิธีกรรม จะเอามือจุ่มเลือดควายที่มีภาชนะรองไว้แล้วป้ายบนใบหน้า หรือบนเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ เช่น ฆ้อง, กลองทองมโหระทึก

           เลือดสีแดงป้ายบนใบหน้าเป็นแถบๆ เหมือนรอยสักหรือรอยแผลเป็น แต่ชาวขมุจะสมมุติเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูล หรือประจำเผ่าพันธุ์ของตน เช่น เขาเก้ง, เขากวาง, ผักกูด, ฯลฯ

 

สยาม ลูกผสม พูดไทย

           สยาม เป็นลูกผสมหลายเผ่าพันธุ์ แต่สื่อสารด้วยภาษากลาง คือ ภาษาไทย อ. ศรีศักร วัลลิโภดม บอกไว้ในบทความเรื่องแคว้นสุพรรณภูมิ (พิมพ์ครั้งแรกในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2526) ว่า

           “ถ้าจะมีผู้ใดถามว่าชาวสยามเป็นเชื้อชาติใด มาจากไหน ก็ขอตอบได้เพียงว่าชาวสยามเป็นลูกผสม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ก็คือพูดภาษาไทยนั่นเอง”

           แล้วย้ำอีกว่าสยาม หมายถึงดินแดนรัฐศรีโคตรบูรบริเวณสองฝั่งโขงที่มีเวียงจันเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ยุคทวารวดี หลัง พ.ศ. 1200 (ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534)

           ภาษาไทย หรือตระกูลภาษาไทย-ลาว พ.ศ. 1500 เป็นภาษากลางทางการค้าภายใน อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ใน ข้อเสนอสังเขป ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (อยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งชาติ “ซ่อม” ฉบับเก่า “สร้าง” ฉบับใหม่ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 45-46) มีความตอนหนึ่งว่า

           “พวกไท-ไตตั้งภูมิลำเนาในหุบเหาขนาดเล็กมาก่อน เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นจึงผลิตอาหารไม่พอ ต้องพึ่งพิงการค้าทางไกลเข้ามาช่วยในการดำรงชีพ

           ฉะนั้นจึงน่าจะมีบทบาทมากในการค้าภายในซึ่งเฟื่องฟูเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ และทำให้ภาษาไท-ไตกลายเป็นภาษากลางอย่างน้อยก็การค้าภายใน

           ประชาชนที่มีชาติพันธุ์อันหลากหลาย ทั้งที่อยู่ในที่ราบลุ่มหรือบนที่สูง พอจะเข้าใจภาษาไท-ไตได้ในระดับหนึ่ง”

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); var d=document;var s=d.createElement(‘script’);