Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 22  มกราคม 2557

 

ความคิดสร้างสรรค์ คืออำนาจ

          อำนาจใหม่ของสถาบันการศึกษา คือความคิดสร้างสรรค์ แต่มีปัญหาอยู่ที่ครูบาอาจารย์และผู้บริหารการศึกษาของไทย อยู่ในภาวะความคิดสร้างสรรค์บกพร่อง จะแก้ไขยังไงดีล่ะ?

          วิสัยทัศน์คณบดี ของ สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล พิมพ์ในวารสารเพลงดนตรี (Vol. 19 No. 4) ฉบับธันวาคม 2013 หน้า 6 บอกว่า

          “อำนาจอยู่ที่ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการ ซึ่งต่อยอดมาจากความสามารถ

          ในเมื่อโลกปัจจุบันมีธรรมชาติและทรัพยากรลดน้อยลง มนุษย์ก็ต้องสร้าง ‘รสนิยมและคุณค่า’ ใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อให้โลกมีความงดงาม สงบเรียบร้อย ความน่าอยู่และการชื่นชมผู้อื่น ซึ่งจะเป็นโลกอนาคต ดนตรี กีฬา และศิลปะ จะเป็นงานสร้างสรรค์และงานจินตนาการที่สำคัญสำหรับโลกอนาคต

          ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเป็นอำนาจใหม่ของสถาบันการศึกษาที่จะต้องสร้างและพัฒนาให้เกิดขึ้น”

          ความคิดสร้างสรรค์ เนรมิตให้มีไม่ได้ในพริบตา และสั่งสอนก็ไม่ได้ แต่เกิดมีขึ้นได้จากการสั่งสมและแสวงหา เช่น สร้างสภาพแวดล้อมทางศิลปวัฒนธรรม ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม (หอศิลปะ, โรงละครและดนตรี, มิวเซียม, ห้องสมุด, ฯลฯ)

          การสั่งสมมีตั้งแต่ระดับประเทศ ลงไปจนระดับชุมชน และที่สำคัญคือ โรงเรียนทั้งระดับประถมและมัธยม

          ข้อด้อยของไทยที่แก้ยากมากๆขณะนี้คือ ครูมีความคิดไม่สร้างสรรค์ เลยไม่ปรับเปลี่ยนการสั่งสอน เป็นสั่งสม แม้ระดับมหาวิทยาลัยก็มีปัญหา ดังที่ อ. สุกรี เขียนในวิสัยทัศน์คณบดี ต่อไปดังนี้

          “อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลที่มาจากคณะแพทย์ (เป็นหมอ) เมื่อจะหันไปทุ่มเทพัฒนาคณะอื่นๆ ที่ไม่ใช่คณะแพทย์ อาทิ พัฒนาคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ดนตรี วิศวกรรม ซึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะหมอมีความรู้ในศาสตร์อื่นๆแบบงูๆปลาๆ อาจไปชี้นำในทางผิดๆได้

          เพราะโดยจริตของแพทย์ก็คิดว่าตัวเองเก่งกว่าและฉลาดกว่าผู้อื่นเสมอ ดูถูกวิชาชีพอื่น นอกจากจะเห็นผู้อื่นเป็นผู้ป่วยแล้ว ยังเห็นคนอื่นๆโง่กว่าตนด้วย

          ในที่สุดส่วนงานต่างๆ คณะอื่นๆ ที่ไม่ใช่คณะแพทย์ ก็พัฒนาไปไม่ได้ ซึ่งเป็นความจริงที่เจ็บปวดและไม่มีใครกล้าที่จะพูดกัน”

 

เว็บไซต์ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

          วัฒนธรรมร่วมของอาเซียน(อุษาคเนย์) และ พะเยา มาจากไหน? ทั้ง 2 เรื่องเป็นฉบับปรับปรุงใหม่ บรรยายที่คณะศิลปศาสตร์ ม.พะเยา (จ. พะเยา) เมื่อต้นเดือนมกราคม

          ผมขอให้ดรีม แคทเชอร์ เอาขึ้นเว็บไซต์บริการแล้ว ไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

พะเยา-ภูกามยาว

          พะเยา มาจากชื่อภูยาว หรือภูกามยาว หมายถึงทิวเขาต่อกันเป็นพืดยืดยาวพาดผ่าน ผมเขียนบอกในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2557 ว่า

          กาม ในชื่อ ภูกามยาว แปลว่า เบื้อง, ข้าง, ฝ่าย เป็นคำลาวเก่า บางทีเรียกว่าก้ำ เช่น ก้ำขวา คือ ข้างขวา, ก้ำซ้าย คือ ข้างซ้าย แล้วมีผู้ค้านในเฟซบุ๊กโดยสรุปว่า “ขอแย้งว่า คำว่า กาม กับ ก้ำ เป็นคนละคำกัน ในภาษาลาวโบราณ”

          ผมไม่เคยรู้ภาษาลาวโบราณ แต่ที่เขียนไปก็โดยดูจากสารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ ของ ดร. ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 หน้า 79, 82 ดังนี้

          เขียน กาม อ่าน กาม หรือ ก้าม ตามประเพณีของตระกูลไทย-ลาว ที่ไม่ต้องลงวรรณยุกต์ตายตัว เพราะคนอ่านจะออกเสียงตามความหมายต้องการ

          ถ้ามีผู้ทักท้วงลึกซึ้งมากไปกว่านี้ ผมไม่ขอแถลงอีก เพราะรู้ไม่ถึง และไม่เคยเป็นนักวิชาการ ไม่ว่าสาขาใดๆ แต่ที่เป็นมาตลอดคือยกงานวิชาการของนักปราชญ์และครูบาอาจารย์มาทำให้ง่ายๆเพื่อแบ่งปันเผยแพร่เท่านั้น

          ฉะนั้น ที่มีผู้พยายามยัดเยียดให้เป็นนักวิชาการ จึงไม่จริง ผมเคยเขียนบอกหลายครั้งแล้ว}d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);