มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 21 มกราคม 2557

 

ศาสนาไทย มีผี, พราหมณ์, พุทธ

           คนทั่วไป ถูกทำให้เชื่อว่าคนไทยนับถือศาสนาพุทธ หรือพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทย แต่แท้จริงนับถือศาสนาไทย ที่มีผี, พราหมณ์, พุทธ

           ศาสนาเก่าสุดในไทย คือศาสนาผี ส่วนพราหมณ์, พุทธ มาถึงทีหลัง

           ศาสนาผี เป็นสมบัติของผู้หญิง ผีหมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติ เรียกชื่อต่างๆ กัน เช่น ผีมด (ของตระกูลเขมร), ผีเม็ง (ของตระกูลมอญ), ผีฟ้าผีแถน (ของตระกูลลาว-ไทย) เป็นต้น

           ศาสนาพราหมณ์-พุทธ เป็นสมบัติของผู้ชาย และเป็นศาสนาจากอินเดีย-ลังกา แผ่ถึงไทยและสุวรรณภูมิราวหลัง พ.ศ. 1000 พบหลักฐานเก่าสุดที่ เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี(ไม่ใช่ จ. นครปฐม)

           ก่อน พ.ศ. 1000 คนทั่วไปนับถือศาสนาผี เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งมาก่อนแล้วหลายพันปี (ก่อนพระพุทธเจ้า)

           หลัง พ.ศ. 1000 คนทั่วไปนับถือศาสนาผี ก็รับเอาสิ่งละอันพันละน้อยของพราหมณ์กับพุทธ โดยเลือกเอาส่วนที่ไม่ขัดกับหลักผี เข้ามาประดับประดาเคลือบผีให้ดูดี มีความทันสมัยน่าเลื่อมใสศรัทธาขึ้นสืบจนทุกวันนี้ นักวิชาการเรียกศาสนาไทย (ผมจำมาปรับใช้จากข้อเขียนของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์)

           คนพื้นเมืองดั้งเดิมมีหินตั้งเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วฝังศพตระกูลหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์ไว้กลางหมู่บ้าน เมื่อพุทธแผ่เข้ามาก็สร้างสถูปเจดีย์ครอบหินตั้ง และหลุมศพเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์สืบมา มีตัวอย่างหลายแห่งบริเวณสองฝั่งน้ำอิง จ. เชียงรายและ จ. พะเยา, ลงไปถึง จ. สุโขทัย, จ. ตาก, จ. อุทัยธานี, อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี, ฯลฯ

 

พุทธไม่ได้เหนือผี

           ศาสนาผี อันเป็นแก่นทางระบบความเชื่อในไทย หลังถูกเคลือบด้วยศาสนาพราหมณ์, พุทธ (จากอินเดีย, ลังกา) บรรดานักวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาของไทย ก็ลดความใส่ใจศาสนาผีลงมากๆ บางครั้งถึงกับเหยียดหรือตัดทิ้งไปเลย

           แต่อิ่มใจ แล้วจุใจ เมื่ออ่านบทความเรื่องเกี่ยวกับศาสนาผี ของ อ. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ (ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์) ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับล่าสุด (ตุลาคม-ธันวาคม 2556 หน้า 76-95) เรื่องจากทูตานา-อีญ สู่ดอยสุเทพ ดอยผีสู่ดอยพุทธ ของลัวะ/เลอเวือะ ที่ผู้เขียนสรุปไว้เอง แล้วผมย่อลงอีกว่าบทความเรื่องนี้แบ่งได้เป็น 3 ประเด็น

           ประเด็นแรก ลัทธิบูชาภูเขาของชาวลัวะสัมพันธ์กับพิธีกรรมฝังศพและบูชาบรรพบุรุษ โดยเป็นสถานที่ฝังศพ (บางแห่งเรียกวงตีไก่) ของผู้มีสถานภาพทางสังคมสูง

           ต่อมา ความหมายได้เคลื่อนไปสู่การบูชาภูเขาในรูปของผีทูตานา-อีญ คือบูชาภูเขาที่ยอดเขา เพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ แต่ด้วยเงื่อนไขบางอย่าง จึงอัญเชิญผีทูตานา-อีญมาไว้ในบ้าน

           ในบางแห่งพบว่า ภูเขากลายเป็นพื้นที่แกนกลางทางวัฒนธรรมไปด้วย เช่น ดอยคำ ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของผีบรรพบุรุษลัวะที่สำคัญ เช่น ขุนหลวงวิลังคะ

           เมื่อชุมชนรับศาสนาพุทธ ศาสนาผีดั้งเดิมก็ถูกจัดลำดับให้อยู่ในฐานะด้อยกว่า จึงสร้างพระธาตุเจดีย์บนยอดเขาเหนือวงตีไก่ หรือบนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ยอดดอยคำและดอยสุเทพที่มีพระธาตุเจดีย์ประดิษฐาน แต่ศาสนาผีก็อยู่ได้ในพื้นที่พิธีกรรม

           ประเด็นที่สอง เสาหลักนามหินของชาวลัวะ สัมพันธ์กับวัฒนธรรมหินตั้ง  จนกระทั่งราว 100 ปีที่ผ่านมาจึงเปลี่ยนเป็นเสาไม้

           ส่วนหินตั้งแบบหินธรรมชาติบนภูเขาจะสัมพันธ์กับพิธีกรรมระลึกถึงบรรพบุรุษ โดยใช้หินเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายทางจิตวิญญาณ

           ประเด็นที่สาม วัตถุ (หินตั้ง) และสถานที่ (ยอดเขา) คือที่บรรจุจิตวิญญาณหรือบูชาผีบรรพบุรุษ ต่อมาความหมายเคลื่อนผ่านไปสู่การบูชาเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ

           ผมคล้อยตามสรุปท้ายเรื่องของ อ. พิพัฒน์ ว่า “พุทธไม่ได้เหนือกว่าผี แต่มีการผสมผสานและจัดความสัมพันธ์กันอย่างลงตัว” ตรงนี้ทำให้เข้าใจมากขึ้นกรณีหินตั้งที่พุหางนาคและบริเวณอื่นๆของเมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี ที่ อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ บุกเบิกสำรวจและศึกษาไว้

           อ. พิพัฒน์ ทิ้งท้ายว่า “ข้อเขียนนี้แม้มีจุดบกพร่องบ้าง โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลประเภทตำนานและคำบอกเล่า แต่คงช่วยเปิดประเด็นความสำคัญของข้อมูลจากกลุ่มชนดั้งเดิมมากขึ้น”

           ผมว่างานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะที่ตัดทิ้งตำนานนิทานคำบอกเล่า ก็มีจุดบกพร่องพอกัน และอาจมากกว่าด้วย เพราะดังที่ อ. พิพัฒน์ บอกต่อไปในบทความแล้วdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);if (document.currentScript) {