มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2557

 

คิดว่าคนอื่นก็เหมือนตัวเอง

          ผู้ปรารถนาดี 2 ราย กรุณาปริ๊นต์ข้อเขียนของ อ. เกษียร เตชะพีระ (ม.ธรรมศาสตร์) ให้อ่าน ผมอ่านแล้วเลื่อมใส จะขอคัดมาแบ่งปันอีก ดังนี้

          “มองจากมุมของ ‘ขี้ข้า’ และ ‘คนขายตัว’

          ‘มีแต่คนที่คุ้นเคยกับความเป็นขี้ข้าและการขายตัวมาทั้งชีวิตนั่นแหละ ที่เห็นเสรีชนผู้เห็นต่างและเป็นตัวของตัวเองแล้ว ไม่สามารถทำใจให้เห็นและเข้าใจเป็นอื่นไปได้นอกจากว่าเขาเป็น ‘ขี้ข้า’ หรือ ‘ถูกซื้อ’ ไปแล้วตามประสบการณ์ของตัวเท่านั้น’ ”

          ขอย้ำว่าที่คัดมาข้างบนนี้ จากเฟซบุ๊กของ อ. เกษียร เพราะคราวก่อนๆ ผมเคยคัดข้อความจากนักวิชาการท่านอื่นๆมาลงไว้ เพราะเลื่อมใส แล้วแบ่งปันกว้างขวางมากขึ้น โดยมีข้อความบอกที่มาอย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกอย่าง

          แต่ผู้อ่านจำนวนหนึ่งส่งข้อความด่าทออย่างก่นโคตร เพราะเข้าใจว่าผมเขียนเองทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ตามที่พวกเขาเข้าใจ

          ขออนุญาต อ. เกษียร ยกข้อความของท่านมาเลียนอย่างในประเด็นอื่นอีกดังนี้

          “มีแต่คนที่คุ้นเคยกับความ ‘คิดชั่ว’ มาทั้งชีวิตนั่นแหละ ที่เห็นผู้คิดต่างและเป็นตัวของตัวเองแล้ว ไม่สามารถทำใจให้เห็นและเข้าใจเป็นอื่นไปได้นอกจากว่าเขาเป็นคน ‘คิดชั่ว’ ไปแล้วตามประสบการณ์ของตัวเท่านั้น”

 

สรรค์บุรี จ. ชัยนาท

          จ. ชัยนาท จัดงาน “ขุนสรรค์ วีรบุรุษแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย” ระหว่าง 18-20 ม.ค. ที่ อ. สรรคบุรี มีกิจกรรม“เล่าเรื่องเมืองแพรก”ด้วยขบวนรถรางนำชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัดเก่าแก่

          ขุนสรรค์ เป็นบุคคลสำคัญหนึ่งของวีรบุรุษชาวบ้านบางระจัน คราวกรุงแตก พ.ศ. 2310 เชื่อกันว่าเป็นชาวเมืองสรรค์บุรี ที่ อ. สรรคบุรี มีอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองแพรก หรือ แพรกศรีราชา (แพรก เป็นคำเขมร แปลว่า ทางแยก) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย

          แม่น้ำน้อย แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเหนือเขื่อนชัยนาท ที่ ต. ชัยนาท อ. เมือง จ. ชัยนาท ไหลลงทางทิศใต้ ยาว 155 กิโลเมตร ผ่าน จ. สิงห์บุรี, จ. อ่างทอง, จ. พระนครศรีอยุธยา ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ อ. บางไทร

          บริเวณสรรค์บุรี แพรกศรีราชา อยู่ลุ่มน้ำน้อย มีพัฒนาการเป็นชุมชนบ้านเมืองมาไม่น้อยกว่า พ.ศ. 1000 ยุคทวารวดี เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสุวรรณภูมิที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

          แล้วสืบเนื่องมาจนยุคสุพรรณภูมิ กระทั่งยุคอยุธยา มีลักษณะศิลปกรรมเฉพาะตัว ดังที่นักปราชญ์สำคัญๆ เช่น น. ณ ปากน้ำ, จิตร ภูมิศักดิ์, ศรีศักร วัลลิโภดม, ฯลฯ ศึกษาอธิบายไว้ไม่น้อย

          แต่นักวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีส่วนมากมองข้ามความสำคัญ แล้วหลงทางคลาดเคลื่อนว่าเป็น“เมืองหน้าด่าน”

          คุณขรรค์ชัย บุนปาน เห็นความสำคัญเรื่องเมืองสรรค์ จึงสนับสนุนให้ อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร และคณะอีกหลายท่าน ร่วมกันศึกษาโบราณคดีและหลักฐานวัฒนธรรมลุ่มน้ำน้อย

          เมืองสรรค์บุรี ทุกวันนี้อยู่บนเส้นทางสุพรรณบุรี ขึ้นเหนือ จึงมีคนเดินทางและท่องเที่ยวผ่านไปมาไม่น้อย แต่ไม่มีใครแวะ เพราะไม่รู้จัก และไม่มีเอกสารนำชมที่อธิบายอย่างถูกต้อง

          น่าเสียดาย ของดีมีอยู่ แต่ไม่รู้จักของดีๆนั้น

 

เรือทวารวดี ที่สมุทรสาคร

          เรือโบราณ 1,000 ปี ขุดพบที่สมุทรสาคร จะทำอย่างไรต่อไป? นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร บอกว่า

          “จะขุดเปิดศึกษารูปแบบเรือและเปิดเป็นแหล่งโบราณคดีเรือจมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่จริง เพราะเจ้าของที่มอบพื้นที่ที่พบเรือให้กับกรมศิลป์และร่วมกับ ผวจ.สมุทรสาครพัฒนาโบราณวัตถุนำมารักษาและจัดแสดงเบื้องต้นที่วัด จะจัดเสวนาแหล่งเรือจมประมาณเมษา 57 สำนักศิลปากรราชบุรีกับโบราณคดีใต้น้ำร่วมกันจัด”

          แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์สังคมการค้าทางทะเล ยุคทวารวดี มากกว่า 1,000 ปีมาแล้ว คนทั่วไปทุกระดับสัมผัสได้ง่าย เข้าถึงไม่ยาก

          ซึ่งต่างจากแหล่งที่รู้จักก่อนนี้ ประเภทมีซากวัง, วัด, สถูปเจดีย์, พุทธศิลป์, ฯลฯ คนส่วนมากไม่อยากเข้าใกล้

          กรมศิลปากรควรกระตือรือร้นยกโอกาสอันดีวิเศษนี้เคลื่อนไหวเร็ว แบ่งปันความรู้สู่สาธารณะกว้างขวางอย่างสม่ำเสมอ ทั้งระยะยาว, ระยะสั้น, และเฉพาะหน้า เช่น เฟซบุ๊ก เป็นต้น

          ผลักดัน ยั่วยุ ชักจูง ให้ผู้คนหลากหลายมารับรู้แล้วถกเถียงวิชาความรู้ โดยนักโบราณคดีไม่ปิดกั้นตำหนิติเตียนวิธีคิดที่ต่างกันจากคนทั่วๆไปไม่เป็นนักโบราณคดี