Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 8 มกราคม 2557

 

เสียงเพลง วัฒนธรรม อำนาจในไทยและสุวรรณภูมิ

          เสียงเพลง วัฒนธรรม อำนาจ หนังสือรวมบทความของ อติภพ ภัทรเดชไพศาล มีเรื่องรำวงอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากของไทยและสุวรรณภูมิ


          รำวงมาจากรำโทน เรื่องนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปนานแล้วในแวดวงดนตรีและนาฏศิลป์

          แต่ย้อนไกลกว่านั้น ผมเคยบอกว่า รำโทน โดยภาพรวมแล้วเป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์สืบเนื่องจากหน้าทับเขมร แล้วเป็นอย่างเดียวกับจังหวะตะลุงที่ยังตกค้างอยู่ภาคใต้

          รำโทนเป็นการละเล่นของชาวบ้านมีมาแต่โบราณกาลก่อนยุคอยุธยา เครื่องดนตรีที่ใช้มีฉิ่ง, กรับ และโทนหรือกลองโทน สำหรับตีตามหน้าทับเป็นจังหวะประกอบฟ้อนรำ จึงเรียกฟ้อนรำแบบนี้ว่า รำโทน

          พ.ศ. 2487 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้กรมศิลปากรปรับปรุงรำโทนให้เป็นวัฒนธรรมความบันเทิงที่มีแบบแผน

          กรมศิลปากรดัดแปลงรำโทน โดยใส่ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่จากท่ารำนาฏศิลป์พื้นฐาน แล้วใช้เครื่องดนตรีตะวันตกบรรเลงประกอบ และแต่งเพลงไทยสากลที่มีทำนองสนุกสนานประกอบท่ารำ เรียกว่า รำวงมาตรฐาน

          ประชาชนนิยมนำรำวงไปร่วมรำเล่นเพื่อความสนุกสนาน รำเต้นไปตามลีลาที่ตนถนัดโดยไม่ให้ความสำคัญกับท่ารำมากนัก อีกทั้งยังคิดเพลงประกอบตามความถนัด

          เพลงรำวงและท่ารำวงจึงเกิดขึ้นมากมาย เช่น เพลงหวอมาจะว่าอย่างไร?, เพลงลพบุรีฉันเอ๋ย, เพลงโอ้ลุมพินี, ฯลฯ

          ช่วงสงคราม รำวงเป็นความบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากคนทุกระดับ แม้ว่ารัฐบาลต่อมาจะไม่ได้สนับสนุนเพลงปลุกใจหรือเพลงรำวงอีก แต่รำวงคงได้รับความนิยมสืบมา แล้วแพร่กระจายถึงประเทศเพื่อนบ้าน

          รำโทน หมายถึง ฟ้อนระบำรำเต้นเข้ากับกลองโทนที่ตีเป็นจังหวะสนุกสนาน

          โทน เรียกอีกชื่อว่า ทับ บางทีเรียกซ้อนกันว่า โทนทับ เป็นกลอง หรือเครื่องตีขึงหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังถึงคอ มีหางยื่นออกไป ตอนปลายบานเป็นลำโพง

          กลองอย่างนี้มีทั่วไปทุกชาติพันธุ์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มมอญ-เขมรที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลสมุทร แล้วใช้ตีประกอบฟ้อนรำทุกกลุ่มทุกเหล่าเผ่าพันธุ์

          ชาวบ้านยุคอยุธยาตีโทนเล่นเพลงรำเต้นในชีวิตประจำวัน โดยเพาะตอนเย็นแดดร่มลมตก

          จังหวะ หรือ หน้าทับ ของรำโทน ส่งต่อให้รำวง เมื่อทำลีลาภาษาปากเป็นที่รู้กันว่า ป๊ะ ป๊ะ โท่น โท่น เป็นอย่างเดียวกับจังหวะเขมร และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจังหวะตะลุงที่ตกค้างทางภาคใต้ของไทย

          คนยุคอยุธยาสายแหรกหลัก คือ ไทย-ลาว ปน มอญ-เขมร ดังนั้นดนตรียุคอยุธยาจึงมีจังหวะหน้าทับเขมรเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งในจำนวนหลายๆอย่าง ประกอบการละเล่นละครนอก (คือโนราชาตรี) และหนังตะลุง แล้วแพร่ลงไปตกค้างอยู่ทางภาคใต้เรียกโนรา

          การศึกษาไทยเหยียดความรู้ท้องถิ่นของคนบ้านบ้าน เลยมีแต่ประวัติศาสตร์ราชธานี ไม่มีท้องถิ่น

          ดนตรีและนาฏศิลป์ของไทยก็มีแต่ส่วนของคนชั้นสูงในราชธานี ไม่มีที่เป็นวิถีของคนบ้านบ้าน เลยไม่รู้จักและไม่เข้าใจรำโทน(จังหวะเขมร)ในชีวิตประจำวันของคนในภาคพื้นสุวรรณภูมิยุคอยุธยา

          ผู้ดีและคนชั้นกลางในกรุง เลยคิดว่าตัวเองเป็นพวกเหนือมนุษย์ จึงเหยียดคนบ้านนอกคอกนาในชนบทไทยทั่วประเทศ} else {