มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2557

 

ประวัติศาสตร์อาเซียน ของ วธ.

          ความเป็นมาของแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียน ถ้าเริ่มด้วยแยกโดดๆ เป็นประเทศๆจะมีปัญหามาก แล้วไม่ตรงตามพยานหลักฐานด้านมานุษยวิทยาประวัติศาสตร์โบราณคดี และด้านอื่นๆอีกมาก ที่ว่าอาเซียนมีบรรพชนร่วมกัน

          ประวัติศาสตร์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ (ที่ต่อไปอาจเรียกประวัติศาสตร์อาเซียน) จะแยกออกไปอยู่โดดๆ ไม่ได้ ดังนั้นบรรพชนคนอุษาคเนย์ (หรืออาเซียน) ย่อมเป็นบรรพชนคนไทยด้วย

          จะรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยแท้จริงได้ ต้องเริ่มด้วยศึกษาประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ให้รู้และเข้าใจภาพรวมๆ กว้างๆ ก็จะเห็นเครือญาติพี่น้องเต็มไปหมดทั้งแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ

          จากนั้นค่อยๆ กระชับขอบเขตเข้าสู่บริเวณสุวรรณภูมิ ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ซึ่งจะเห็นบ้านพี่เมืองน้องของไทยอยู่โดยรอบ ล้วนเป็นเครือญาติอุปถัมภ์กันบ้าง ขณะเดียวกันก็ขัดแย้งรบราฆ่าฟันกันบ้าง เป็นปกติธรรมดา

          ไทย ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม เรียกคนหลายเผ่าพันธุ์ที่อยู่รวมกัน แล้วมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาหลายอย่างเป็นที่รับรู้ร่วมกัน

          คำว่า ไทย มีรากเหง้าเค้าต้นจากคำว่า ไท, ไต แปลว่า คน หรือ ชาว มีใช้ในภาษาของทุกเผ่าพันธุ์ ไม่เฉพาะในกลุ่มไทย-ลาว

          คนไทย มีขึ้นจากการประสมประสานทางสังคมและวัฒนธรรม ตั้งแต่ยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ หลายแสนหลายหมื่นหลายพันหลายร้อยปีมาแล้ว (จนทุกวันนี้ก็ยังไม่หยุดการประสมประสาน)

          แต่เพิ่งเรียกตัวเองว่า ไทย หรือ คนไทย เมื่อตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ยุคละโว้-อโยธยา ราวหลัง พ.ศ. 1700

          ฉะนั้น เมื่อพบชื่อไท, ไต อยู่กับชาติพันธุ์อื่นๆ ก็อย่าทึกทักตีขลุมว่าเขาเป็นคนไทยเหมือนคนไทยในประเทศไทย เพราะก่อนหน้า พ.ศ. 1700 ไม่เคยพบหลักฐานว่ามีชื่อเรียกตัวเองว่า ไทย หรือ คนไทย

          วัฒนธรรม [วารสารรายสามเดือน ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ปีที่ 52 ฉบับที่ 4 ไม่ระบุ พ.ศ.] ฉบับพิเศษเรื่องประชาคมอาเซียน จึงมีปัญหา เพราะไม่เริ่มด้วยภาพรวมของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ (หรืออาเซียน)

          แต่แยกโดดๆเป็นประเทศๆ ออกไปเลย 10 ประเทศ เช่น ประวัติความเป็นมาของประเทศไทย (หน้า 96) บอกว่า

          “แต่เดิมประเทศไทยมีชื่อว่า ‘สยาม’ เป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย เรื่อยมาสู่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์”

          “กลุ่มชาติพันธุ์ไทยรวมตัวกันเป็นอาณาจักรใหญ่มานานกว่า 1,000 ปี อาทิ อาณาจักรสิบสองจุไท อาณาจักรเชียงแสน ก่อนจะมาเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งเมื่อราว 700-800 ปีที่ผ่านมา คือ อาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร จนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อราว 200 กว่าปีก่อน”

          ถ้าเป็นอย่างนี้ แสดงว่าผู้บริหารระดับสูงไม่ได้พัฒนาแนวคิดทางประวัติศาสตร์ไทยขึ้นจากหลักฐานวิชาการด้านต่างๆที่พบใหม่ๆเลย แต่จินตนาการขึ้นเองล้วนๆ

          จะเอาหน้ารอดง่ายๆตามประเพณีระบบราชการไทย โดยโยนว่าเป็นทัศนะของคนเขียนเรื่องนี้ก็ได้

          แต่หน้าไม่รอด เพราะเล่มนี้เป็น“ฉบับพิเศษ” ที่กระทรวงวัฒนธรรมทำขึ้นอย่างภาคภูมิ จึงปัดความรับผิดชอบลำบากมาก

          ประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผล ทั้งภายในและภายนอกก็ยังดำรงต่อไปด้วยความคิดถอยหลังเข้าคลองตกค้างจากศตวรรษที่แล้ว} else {