มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2556

 

          พระเจ้าอู่ทองที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา มีพระนามทางการว่าสมเด็จพระรามาธิบดี สืบราชวงศ์มาจากรัฐทวารวดีที่ละโว้ มีศูนย์กลางอยู่ลพบุรี เมื่อราวหลัง พ.ศ. 1500 ต่อมาขยายเครือข่ายตั้งศูนย์กลางใหม่ที่อโยธยา แล้วเป็นที่รู้กันในนามใหม่ว่า อโยธยา ที่สืบจากละโว้ หรืออโยธยา-ละโว้

          สมเด็จพระรามาธิบดีองค์นี้เอง ที่นักค้นคว้าพงศาวดารสมัยหลังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นองค์เดียวกับที่มีนามในตำนานนิทานว่าท้าวอู่ทอง หรือพระเจ้าอู่ทอง หนีโรคห่าระบาดจากเมืองอู่ทอง (อยู่บริเวณลำน้ำจรเข้สามพัน อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) ไปสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 1893 ซึ่งล้วนไม่จริง

          (มีรายละเอียดพร้อมพยานหลักฐานอยู่ในหนังสือพระเจ้าอู่ทอง ไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545)

          รัฐทวารวดี (เอกสารจีนเรียกโถโลโปตี เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสุวรรณภูมิ) เติบโตขึ้นหลัง พ.ศ. 1000 มีศูนย์กลางอยู่ที่ลพบุรี บริเวณลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก

          ครั้นหลัง พ.ศ. 1600 แม่น้ำลพบุรีคับแคบและตื้นเขิน ทำให้การคมนาคมขัดข้อง ไม่สะดวก จึงย้ายศูนย์กลางจากลพบุรีลงไปอยู่บริเวณอยุธยาทุกวันนี้สะดวกกว่าและดีกว่าเพราะใกล้อ่าวไทย กับเป็นที่รวมแม่น้ำลำคลองหลายสาย เช่น เจ้าพระยา, ลพบุรี, ป่าสัก, ฯลฯ

 

ลำดับกษัตริย์รัฐอโยธยา-ละโว้

          ยังไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับกษัตริย์ปกครองรัฐทวารวดีที่ละโว้แล้วต่อเนื่องมาถึงรัฐอโยธยา

          แต่อาจารย์มานิต วัลลิโภดม (นักปราชญ์สามัญชน อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กรมศิลปากร) สอบค้นตำนานและพงศาวดาร แล้วทำรายการเสนอไว้เป็นร่องรอยให้ศึกษาต่อไป ดังนี้

          (จาก “สมเด็จพระรามาธิบดี-ศรีอโยธยา”Ž, โดย มานิต วัลลิโภดม, ในหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระราชอนุสาวรีย์ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธิ เจ้าอยู่หัว, คณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดพิมพ์เนื่องในวโรกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระมหากรุณาเสด็จพระราช ดำเนินทรงเปิด พระราชอนุสาวรีย์ วันพุธที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2513, หน้า 95-121)

          สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 คือองค์ที่รู้จักกันในพระนามว่า “พระเจ้าอู่ทอง”Ž ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893

 

อโยธยาศรีรามเทพ

          บริเวณอยุธยา เดิมทีเดียวเป็นชุมชนชาวประมงขนาดเล็กๆ ตรงน้ำวนบางกะจะถึงปากน้ำแม่เบี้ย เป็นที่แวะพักแรมของพ่อค้าสำเภาและสลุบกำปั่นขึ้นล่องระหว่างรัฐทวารวดีที่ลพบุรี กับทะเลสมุทรทางอ่าวไทย

          นานเข้าก็หนาแน่นแล้วเติบโตขึ้นเป็นชุมชนสถานีการค้าบนเส้นทางการค้าหลายทิศทาง

          ศูนย์กลางแห่งใหม่ขนานนามว่า “อโยธยาศรีรามเทพนคร”Ž หมายถึงพระนครแห่งชัยชนะของพระราม ความหมายนี้สืบเนื่องจากทวารวดีที่เป็นเมืองต้นวงศ์พระนารายณ์ ผู้ทรงอวตารเป็นพระรามมาปราบยุคเข็ญตามคัมภีร์รามายณะของชมพูทวีป (อินเดีย)

          เมื่อขนานนามเมืองใหม่แล้ว ก็เปลี่ยนนามสถานที่เก่าเป็นละโว้Ž เพื่อให้หมายถึงเมืองโอรสพระรามที่มีนามว่าพระลพ (หรือ ลว) สอดคล้องกับความเชื่อสมัยหลังต่อมาว่าละโว้เป็นเมืองลูกหลวงของอยุธยาเมืองหลวง

          บริเวณศูนย์กลางของรัฐอโยธยา (หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร) อยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยาปัจจุบัน  โดยมีหลักหมายสำคัญคือ วัดพนัญเชิง, วัดใหญ่ชัยมงคล, ฯลฯ ที่มีสืบมาแต่ครั้งนั้น

          วัดพนัญเชิงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่แบบอู่ทอง ที่พงศาวดารระบุว่าสร้างขึ้นก่อนการสถาปนาพระนครศรีอยุธยา(ใหม่) ถึง 26 ปี แสดงว่าบริเวณนี้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นนครใหญ่มาช้านานแล้ว ก่อนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จะเสด็จขึ้นครองราชย์

          และยังมีหลักฐานด้านกฎหมายอีกหลายลักษณะที่ตราขึ้นใช้ตั้งแต่ยุคอโยธยาก่อนสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 คือ กฎหมายลักษณะกู้หนี้ ตราขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา 2 ปี, กฎหมายลักษณะทาส ตราขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา 2 ปี,กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ตราขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา 7 ปี แต่ยังมีข้อความตอนท้าย นักปราชญ์หลายท่านได้ตรวจสอบศักราช พร้อมทั้งตรวจสอบสำนวนโวหารและร่องรอยอื่นๆ แล้วยืนยันตรงกันว่าตราขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่น้อยกว่า 115 ปี

          ครั้นราวหลัง พ.ศ. 1850 เกิดกาฬโรคระบาด (ในนิทานตำนานเรียกโรคห่า) มีผู้คนล้มหายตายกว่าด้วยกาฬโรคจำนวนมาก โดยเฉพาะคนชั้นปกครองที่เป็นเจ้านายขุนนางขอมสืบเชื้อวงศ์จากทวารวดี-ละโว้ น่าจะล้มตายเกือบหมดสำรับ ที่เหลือรอดตายก็ปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนไทย

          ครั้งนั้น สมเด็จพระรามาธิบดีเชื้อสายทวารวดี-ละโว้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุง    อโยธยา เลยต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่ทางฝั่งตะวันตกเพื่อแก้เคล็ดแล้วล้างอุบาทว์

          สมเด็จพระรามาธิบดี สถาปนาเมืองใหม่ขนานนามตามเก่าว่า “กรุงศรีอยุธยา”Ž มีนามเต็มว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”Ž เพื่อยืนยันรากเหง้าความเป็นมาจากรัฐทวารวดี

}