มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2556

 

ปีเก่า ปีใหม่

          ส่งท้ายปีเก่า (31 ธันวาคม ของปีเก่า) ต้อนรับปีใหม่ (1 มกราคม ของปีใหม่) เป็นวัฒนธรรมตะวันตกเพิ่งรับจากฝรั่ง เมื่อ พ.ศ. 2483 (ราว 70 กว่าปีมานี้เอง)

          วัฒนธรรมดั้งเดิมดึกดำบรรพ์โดยรวมๆของคนทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ ไม่มีส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ แต่มีประเพณีเปลี่ยนฤดูกาล และเปลี่ยนปีนักษัตร

          จากฤดูกาลเก่า (สิ้นเดือน 12) สู่ฤดูกาลใหม่ (ขึ้นเดือน 1 หรือเดือนอ้าย คือขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา) แล้วเปลี่ยนปีนักษัตรจากนักษัตรเก่าเป็นนักษัตรใหม่ในตอนนี้ เช่น จากมะเส็ง งูเล็ก เป็นมะเมีย ม้า

          การเปลี่ยนผ่านอย่างนี้ ทุกบ้านเมืองจะมีมหรสพฉลองสนุกสนานอย่างที่นักปราชญ์เรียกรัฐนาฏกรรม ดังมีโคลงดั้นทวาทศมาส (วรรณกรรมยุคต้นอยุธยา แต่งเมื่อราวเรือน พ.ศ. 2000) บอกว่าเมื่อถึงเดือนอ้าย

          ฤดูดูราษฎรเหล้น     มหรศพ

          ทุกทั่วหญิงชายพวง     พวกพ้อง

          สรวลเสียงส่ำเนียงจบ   เจียรโลก

          แสนสนุกนิถ้วนถ้อง     ทั่วเมือง

          (ถอดความสรุปให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า เดือนอ้าย เป็นฤดูช่วงเวลาที่ราษฎรหญิงชายเที่ยวล่องท่องเล่นมหรสพสนุกสนานทั่วบ้านทั่วเมือง)

          เดือนอ้ายแปลว่าเดือนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเดือนแรกของฤดูกาลหนึ่งมี 12 เดือน (คือ 1 ปี) ของภูมิภาคสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ไม่เป็นของไทยเท่านั้น แต่เป็นวัฒนธรรมรวมทั้งภูมิภาค

มหรสพในโคลงทวาทศมาสที่ยกมา หมายถึงการละเล่นในพีธีกรรมเพื่อร้องขอความอุดมสมบูรณ์แก่ชุมชนด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารอันมีข้าวเป็นหลัก เช่น เล่นว่าว, ไล่เรือ, โล้ชิงช้า เป็นต้น

         เล่นว่าว หรือชักว่าว เป็นการละเล่นในพิธีกรรมขอลมพัดแรงให้พืชพันธุ์สุกเร็วๆ  ขณะเดียวกันก็พัดน้ำลดลงเร็วๆ จากท้องนา ชาวนาจะได้ลงมือเก็บเกี่ยว

          ว่าวที่เล่นเป็นว่าวเมื่อชักขึ้นท้องฟ้าจะมีเสียงดัง เพราะติดสายธนู (อีสานเรียกสะนู) ไว้ที่หัว เมื่อโดนลมพัดก็มีเสียงสูงต่ำตามกระแสลมหนักเบา ชาวบ้านเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน เช่น ว่าวหง่าว, ว่าวอืด, ว่าวดุ๊ยดุ่ย

          มีในตำราพระราชพิธีเก่ากรุงศรีอยุธยา ว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องทรงว่าว แล้วยังมีบอกในเอกสารลาลูแบร์สมัยพระนารายณ์กับกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกของเจ้าฟ้ากุ้ง สมัยพระบรมโกศ

          ส่วนการละเล่นมหรสพของหลวงมีบอกไว้ในกฎมณเฑียรบาล คือไล่เรือกับตรี  ยัมพวายโล้ชิงช้า

          ไล่เรือ หรือไล่น้ำ หมายถึงพิธีวิงวอนร้องขอให้น้ำลดโดยพระเจ้าแผ่นดินเสด็จทางชลมารคไปสถานที่แห่งหนึ่งที่กำหนดไว้ อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

          โล้ชิงช้า หมายถึงพิธีขอลม(ด้วยประสงค์เดียวกับเล่นว่าว)

          มหรสพ ไม่ว่าเล่นว่าว, ไล่เรือ, โล้ชิงช้า ล้วนเป็นละคร ทั้งพระเจ้าแผ่นดินโบราณ

          และราษฎรทุกคนยุคนั้น เป็นทั้งผู้เล่นและผู้ดูในเวลาเดียวกัน อย่างแยกจากกันไม่ได้

          นักปราชญ์ฝรั่งเรียกบ้านเมืองที่มีมหรสพอย่างนี้ว่า The Theatre State ส่วนนักปราชญ์ไทยเรียกรัฐนาฏกรรมหรือรัฐละคร [ได้จากหนังสือชื่อ วัฒนธรรมคือ ความหมายฯ โดย อคิน รพีพัฒน์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2551 หน้า 183-226, และจากบทความเรื่องรัฐนาฏกรรม ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่1-7 มิถุนายน 2556 หน้า 30]document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);