มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม 2556

 

ปฏิรูปไทยเคยมี แต่ไม่มีใครปฏิรูป

          แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย โดยคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน

          เคยเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยพิมพ์เป็นเล่มเผยแพร่ครั้งแรก เดือนมิถุนายน 2554 ผมเคยคัดตัดตอนมาใช้งานเขียนบ่อยๆ จะยกมาอีกดังนี้

          “การปฏิรูปไม่อาจทำได้สำเร็จด้วยอำนาจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สำเร็จได้ด้วยความใฝ่ฝันร่วมกันที่จะทำให้สังคมของเราเป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีความยุติธรรม และมีสมรรถนะที่จะทำให้ศักยภาพของบุคคลและสังคมได้พัฒนาไปได้สูงสุด” คปร. บอกไว้เป็นสิ่งแรก

          แล้วบอกต่อไปว่าประเทศไทยมีวิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ส่งผลให้มีพลังปฏิรูปการเมืองผลักดันให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เปิดพื้นที่การต่อรองแก่คนกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทยอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก

          แต่การปฏิรูปการเมืองไม่อาจทำได้ด้วยรัฐธรรมนูญที่ดีเพียงฉบับเดียว ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอีกมาก ทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งบ่อนทำลายเป้าหมายของรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          คปร. กล่าวโดยสรุปว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ไม่สามารถทำให้การแข่งขันเชิงอำนาจทั้งหมดของสังคมไทย เข้ามาอยู่ในกรอบกติกาของรัฐธรรมนูญได้ จึงมีการแข่งขันเชิงอำนาจที่อยู่นอกกรอบอีกมาก

          ในที่สุดก็นำไปสู่การล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และจากนั้นเป็นต้นมา ก็เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างหนักในสังคม จนนำไปสู่การนองเลือดที่ไม่จำเป็นหลายครั้ง ทั้งที่เป็นไปอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผย

          รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ก็ไม่อาจยุติหรือบรรเทาความแตกแยกอย่างรุนแรงนี้ได้ ในขณะเดียวกันปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ก็ยังคงดำรงอยู่สืบมา ก่อให้เกิดปัญหาเชิงปรากฏการณ์ที่น่าวิตกหลายอย่างแก่ประเทศไทย

          ความอยุติธรรมหรือการถูกเลือกปฏิบัติจากโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม คปร. ชี้ว่าได้สร้างสภาวะความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมกันในทุกด้าน จนทำให้อำนาจต่อรองของผู้คนต่างๆ ในสังคม ที่จะปกป้องสิทธิ เสรีภาพ หรือบรรลุความเท่าเทียมกันเป็นไปได้ยาก

          โครงสร้างความอยุติธรรมหรือความเหลื่อมล้ำดังกล่าว คือความรุนแรงที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

          คปร. บอกว่าความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วในทุกด้าน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นแกนกลาง อันก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างด้านอื่นๆตามมาอีกมาก การปฏิรูปจึงควรจัดการกับปัญหานี้เป็นหลัก

          ความเหลื่อมล้ำนั้นมีหลายมิติ คปร. สรุปว่าคือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้, ด้านสิทธิ, ด้านโอกาส, ด้านอำนาจ, และด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยทั้งห้ามิตินี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพราะความเหลื่อมล้ำด้านหนึ่งก็อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ด้วย

          เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างหนักเช่นนี้ มีสาเหตุมาจากการที่คนกลุ่มต่างๆ มีอำนาจในการต่อรองห่างไกลกันมาก คปร. บอกว่า —

          อำนาจในที่นี้หมายรวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม และวัฒนธรรมทั้งหมด ไม่เฉพาะแต่อำนาจต่อรองในทางการเมืองหรือเศรษฐกิจเท่านั้น

          อำนาจที่ใกล้เคียงกันย่อมทำให้เกิดการต่อรองกันอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้

          ดังนั้นเป้าหมายหลักของการปฏิรูป คือ การปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ หรือเพิ่มอำนาจให้แก่กลุ่มคนที่มีอำนาจน้อย ด้วยความมุ่งหวังว่าจะเกิดดุลยภาพเชิงอำนาจระหว่างคนกลุ่มต่างๆ สามารถเข้าสู่เวทีการต่อรองได้อย่างมีพลังใกล้เคียงกัน

          คปร. สรุปว่าการปฏิรูป มุ่งจะให้เกิดดุลยภาพเชิงอำนาจระหว่างรัฐ, ทุนและสังคมนั่นเอง

          ข้อเสนอของ คปร. เมื่อ พ.ศ. 2554 เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนั้นสนับสนุนงบประมาณให้มีขึ้นเอง แต่ไม่ได้สนใจปฏิรูปอะไรเลย

          บรรดานักวิชาการในมหาวิทยาลัยที่แสดงตัวออกมาเรียกร้องการปฏิรูปคราวนี้ ก็ควรอธิบายด้วยว่าคราวก่อนเกิดอะไรขึ้นถึงไม่สนใจ? แล้วทำไมถึงไม่ปฏิรูปมหาวิทยาลัยและคณะของตัวเองบ้าง?if (document.currentScript) {