มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2556

 

แบ่งปันเผยแพร่เส้นทางการค้าโลก

          ซากเรือที่ขุดพบในโคลนเลนนากุ้ง หลังวัดกลางคลอง (วัดสุทธิวราวาส ต. พันท้ายนรสิงห์ อ. เมือง จ. สมุทรสาคร) เป็นเรือแบบอาหรับโบราณ (เอกสารเก่าเรียก สลุบแขก) ราว 1,000 ปีมาแล้ว ตรงกับในไทยเรียกยุคทวารวดี

          เป็นยุคที่การค้าโลกระหว่างตะวันตก-ตะวันออกมีความเคลื่อนไหวสูงมาก โดยมีบริเวณอุษาคเนย์และสุวรรณภูมิ(ซึ่งมีไทยอยู่ด้วย) อยู่บนเส้นทางคมนาคมทางทะเลเลียบชายฝั่งและข้ามมหาสมุทร

          ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มชนที่อยู่ภาคพื้นทวีป เช่น ลุ่มน้ำโขงกับลุ่มน้ำสาละวิน โดยมีภาษาไทยเป็นภาษากลางการค้าภายใน จนมีรัฐใหม่ๆขึ้นมาหลังจากนั้น บางรัฐมีคนตระกูลไทย-ลาวเป็นชนชั้นปกครอง (ส่วนทางหมู่เกาะมีภาษามลายูเป็นภาษากลางการค้าทางทะเล)

          ชายฝั่งทะเลยุคทวารวดีในไทยต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ตามข้อมูลที่พบซากเรือครั้งนี้ กับที่กรมทรัพยากรธรณีสำรวจพบใหม่ ซึ่งต่างจากที่เคยรู้มาแต่เดิม

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องการค้าโลก ต้องแก้ไขตั้งแต่บัดนี้

          เพราะตามหลักฐานที่พบนานแล้ว ศาสนาพราหมณ์, พุทธ จากอินเดียและลังกา ไม่ได้มาเองโดดๆ แต่มากับการค้าทางทะเล ทำให้เกิดรัฐทวารวดีและอื่นๆขึ้นในไทยและในอุษาคเนย์

          บริเวณขุดพบซากเรือขณะนี้ เป็นที่ชุมนุมของผู้ใฝ่รู้ไม่มากนัก แต่มากที่สุดคือคนเล่นหวย มาหาเลขไปแทงหวย (เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม ผมไปถึงตอนบ่าย มีคนแห่ไปขอหวยแน่นขนัดบริเวณใต้โครงหลังคาคลุมซากเรือ)

          กรมศิลปากร ควรลงมือแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ไปพร้อมกับเชิญครูนักเรียนโดยรอบพื้นที่นั้นและคนทั่วไป แวะดูการทำงานของนักโบราณคดีให้เกิดความคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลาย

          แรกสุด พิมพ์แผ่นพับแบ่งปันข้อมูลอย่างง่ายๆ พร้อมรูปถ่ายสิ่งของ และร่างรูปเรือแบบอาหรับโบราณ โดยมีแผนที่บอกเส้นทางคมนาคมทางทะเลติดต่อกับนานาชาติยุคนั้นผ่านคลองโคกขาม ซึ่งยังใช้สืบมาจนถึงยุคอยุธยา กระทั่งแผ่นดินพระเจ้าเสือให้ขุดคลองลัด แล้วมีนิทานเรื่องพันท้ายนรสิงห์

          มีกิจกรรมนำชมและท่องเที่ยวสลับเสวนาวิชาความรู้ด้วยยิ่งดี โดยมีจุดขายอยู่ที่เส้นทางกำสรวลศรีปราชญ์(กำสรวลสมุทร)และเส้นทางพันท้ายนรสิงห์

          งานอนุรักษ์และแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้ ต้องทำควบคู่กันจะขาดเสียมิได้ ดังกรณีทำแล้วที่เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี ซึ่งต้องทำอีกสม่ำเสมอและหลากหลายรูปแบบ

          ความผิดพลาดที่ผ่านมาหลายสิบปี อันมีเหตุจากพื้นฐานความคิดอนุรักษ์จารีตนิยมคับแคบที่ควรลดละเลิกโดยเร็วที่สุด คือ อนุรักษ์ขุดค้นขุดแต่งโดยไม่แบ่งปันเผยแพร่ให้ชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปรับรู้ด้วย ทำให้ไม่รู้สึกร่วมหวงแหนและดูแลรักษาโบราณศิลปวัตถุสถาน จนถึงขาดภาพรวมทางประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม

          ศาลพันท้ายนรสิงห์ (อยู่ไม่ไกลจากแหล่งพบเรือโบราณ 1,000 ปี) ที่ท้องถิ่นลงทุนก่อสร้างใหญ่โตมโหฬารพันลึก แต่ไม่มีเอกสารแผ่นพับใบปลิวบอกเล่าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และชื่อบ้านนามเมืองของย่านนั้นๆ

          มีแต่ป้ายอวดอิทธิปาฏิหาริย์และความขลังศักดิ์สิทธิ์ จนถึงรูปปั้นไก่แก้บนขนาดต่างๆเต็มไปหมด สะท้อนลักษณะสังคมไม่ต้องการข้อมูลและคำอธิบายที่มีพยานหลักฐานประกอบ

          แต่พร้อมเชื่อคำบอกเล่าที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นด้วยความเท็จ ดังกรณี“สร้างมุข เลี้ยงม็อบ” เพื่อหลอกล่อดึงดูดคนไว้ในม็อบกลางถนนล้นเมือง

 

ปัญญาชนไทยช่างยุแหย่ให้เกลียดชัง

          ความล้าหลังทางการเมืองของไทยมีให้เห็นเสมอๆ วีรพงษ์ รามางกูร ชี้ให้เห็นตรงไปตรงมา ในคอลัมน์คนเดินตรอก (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 16-วันพุธที่ 18 ธันวาคม 2556 หน้า 46) จะคัดมาดังนี้

          “ในประเทศอื่น ในสังคมอื่น การเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ ปัญญาชนในประเทศจะเป็นผู้นำ ในทุกประเทศจะมีชุมชนปัญญาชนที่แฝงอยู่ในมหาวิทยาลัย องค์กรของรัฐและองค์กรที่มิใช่รัฐบาลหรือเอ็นอีไอ สื่อมวลชน ชุมชนปัญญาชนจะคอยให้สติ อธิบายปรากฏการณ์ของสังคมในระยะต่างๆ และเสนอให้มีการปรับตัวไปในทางประนีประนอมประสานประโยชน์ ชูหลักการประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ หลังจากที่มีการสูญเสีย

          แต่เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราเห็นได้ชัดว่าชุมชนปัญญาชนของเรามิได้เป็นอย่างนั้น กลับกลายเป็นชุมชนที่ยุแหย่ให้เกิดความเกลียดชังเคียดแค้น มากกว่าจะเป็นผู้นำทางความคิดสร้างสรรค์ด้านประชาธิปไตย

          เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพแอฟริกาใต้เมื่อ 200-300 ปีก่อน ในที่สุดผู้คนก็มีอารยะพอที่จะหยุดยั้ง ชั่งใจ ยอมรับปรัชญาวิธีคิดแบบประชาธิปไตย แต่ในบ้านเราคงจะยังอีกนาน”

          มีฉบับเต็มให้อ่านในเฟซบุ๊กแล้ว} else {document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);