“กู” กับ “ไพร่”

สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

          มีผู้ถามความเป็นมาที่ผมถูกเรียกเป็นไพร่ว่ามาจากไหน? จึงจะเล่าเท่าที่จำได้ ถ้าคลาดเคลื่อนบ้างก็ขอประทานโทษ เพราะมันนานมากแล้ว ดังนี้

          กู เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้แทนตัวผู้พูด (พจนานุกรม ฉบับมติชน) แต่สังคมไทยจัดเป็นคำหยาบ, คำไม่สุภาพ เป็นภาษาไพร่ ไม่ผู้ดี ใครใช้คำว่า กู ถือเป็นพวกไพร่ ไม่มีสกุลรุนชาติ

          ผมเริ่มใช้คำว่า กู เมื่อ พ.ศ. 2512 (ขณะนั้นยังเป็นนักเรียนสอบตกซ้ำซากอยู่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ในกลอนชื่อ กูเป็นนิสิตนักศึกษา แล้วใช้ในนิยายขนาดสั้นเรื่อง หนุ่มหน่ายคัมภีร์ ตลอดทั้งเรื่อง

          ครั้งนั้นมีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยรับไม่ได้ แล้วรุมประณามหยามเหยียดว่าผมเป็นพวกไพร่ เพราะใช้คำแทนตัวว่า กู

          ผมไม่โต้แย้ง ไม่โกรธเคือง ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไร เพราะในความจริงโดยชาติกำเนิดก็เป็นตระกูลไพร่อยู่แล้ว จึงบอกเพิ่มเติมด้วยว่าไม่ใช่ไพร่ธรรมดานะโว้ย แต่เป็นไพร่เชลย เพราะบรรพชนฝ่ายพ่อเป็นลาวพวนที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งศึกเจ้าอนุวงเวียงจัน สมัย ร.3

          ครั้น พ.ศ. 2525 มีงานฉลอง 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ผมแต่งกลอนเสภาเรื่องเสภาไพร่ ใช้สรรพนามกูเล่าเรื่องตระกูลไพร่ร่วมสร้างกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยุคต้น ร.1

          นับแต่นั้นก็มีผู้อ่านจำนวนหนึ่งเรียกผมด้วยเอ็นดูเพิ่มขึ้นอีกว่าเป็นไพร่ อย่างสนุกสนานและเอ็นจอยปาก ไม่ถือเป็นจริงจังอะไร

          จะเห็นว่าความเป็นมาแท้จริงนั้น ผมไม่ได้สติแตกถึงขนาดจู่ๆก็ประกาศตนเป็นไพร่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

          แต่ถูกจัดการให้เป็นไพร่โดยคนอ่านและคนอื่น แล้วผมยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานต่างหาก เพราะตรงตามความจริงของกำพืดตัวเอง ถือเป็นเครื่องแกล้มในวงสนทนาหน้าข้าวหน้าเหล้า

          ไพร่ หมายถึง คนที่ไม่ใช่ผู้ดี, พลเมืองสามัญ, ชาวเมือง, ปัจจุบันใช้เป็นคำเรียกอย่างเหยียดหยาม หมายถึงมีฐานะหรือมีกิริยามารยาทต่ำทราม (พจนานุกรม ฉบับมติชน)

          ไพร่ สมัยอยุธยา (ในบทพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน) มีศักดินาต่างกัน 4 ระดับ คือ ไพร่หัวงาน (25 ไร่), ไพร่มีครัว (20 ไร่), ไพร่ราบ (15 ไร่), ไพร่เลว (10 ไร่) ศักดินาระดับต่ำสุด คือ วณิพก, ทาส, ลูกทาส (5 ไร่)

          ไพร่ เปลี่ยนสถานะได้ตามความสามารถ หรือตามต้องการของมูลนาย

          เช่น บวชเป็นภิกษุเรียนรู้อักขระขอมไทยอ่านออกเขียนได้ เมื่อสึกออกมารับราชการก็เป็นขุนนาง

          หรือ มีวิชากระบี่กระบองไปรบทัพจับศึกแล้วชนะกลับมา จะได้ความดีความชอบมียศสูงขึ้นจนเป็นขุนนางถึงอำมาตย์ใหญ่ก็ได้ มีตัวอย่างนิยายเรื่องขุนศึก ของ ไม้ เมืองเดิม ไอ้เสมาเป็นไพร่ตีเหล็ก แต่รบเก่ง ได้เป็นขุนนาง

          (มีผู้ทำวิจัยศึกษาเรื่องไพร่ไว้มาก แล้วมีรายละเอียดเป็นหนังสือหลายเล่มกองพะเนินเทินทึก)

          สรุปว่าผมถูกเหยียดลงเป็นไพร่ ในทางวัฒนธรรมตรงข้ามผู้ดี มาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 แต่ผมยินดีเป็น เพราะเป็นจริง แล้วถือเป็นเรื่องสัพยอกหยอกล้ออย่างสนิทสนมมากกว่าจริงจัง

          โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับไพร่ ในทางการเมือง ที่อยู่ตรงข้ามอำมาตย์ ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 2550 เพราะผมอ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์ต่อความเป็นไพร่ความหมายนี้ กรุณาอย่าเอาเรื่องไม่จริงไปเกี่ยวโยงกัน

 

ศุกร์ 13 ธันวาคม 2556