Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2556

 

          ขับเสภามีพัฒนาการจากขับด้นของคนลุ่มน้ำโขง ลงมาเป็นเพลงโต้ตอบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ยุคอยุธยา

          แบบแผนประเพณีสืบเนื่องมาของเพลงโต้ตอบยุคอยุธยา คือมีนิยาย หมายถึงโครงสร้างของเรื่องผูกร้อยเป็นบทๆ ตามลำดับเข้าด้วยกันจนเป็นเรื่องเดียวกัน

 

วรรณกรรมประชาชน

          เพลงโต้ตอบเป็นวรรณกรรมประชาชน หลังจากไหว้ครูและเกริ่นตามประเพณีแล้ว ก็เริ่มมีนิยายด้วยบทประ, บทผูกรัก, บทสู่ขอ, บทลักหาพาหนี, บทชิงชู้, บทตีหมากผัว, บทลาจาก

          บทประ เพื่อทักปราศรัยของแม่เพลงพ่อเพลง แล้วเริ่มลวดลายใช้คำสองง่ามสองแง่เฉียดกันไปเฉียดกันมา มีตั้งปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อให้มีเรื่องโต้ตอบกันจนกลายเป็นเกี้ยวพาราสี

          บทผูกรัก เมื่อเกี้ยวพาราสีกันแล้วก็ผูกสมัครรักใคร่กัน

          บทสู่ขอ เมื่อฝ่ายหญิงตกล่องปล่องชิ้นยอมรับยอมรัก จะต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามประเพณี

          บทลักหาพาหนี แต่ฝ่ายชายบ่ายเบี่ยงอ้างว่ายากจนเข็ญใจ ขอให้ฝ่ายหญิงหนีตาม ซึ่งจะมีลีลาหลายรส เพราะฝ่ายหญิงต้องร่ำลาห้องหับที่อยู่อาศัย และของใช้สอยต่างๆ ก่อนหนีตาม

          ต่อจากนั้นฝ่ายชายก็พาฝ่ายหญิงหนี โดยเดินทางตามขนบชมดง (ชมนกชมไม้)

          บทชิงชู้ คือ “หนึ่งหญิงสองชาย” เพราะฝ่ายหญิงมีชู้รักอีก 1 คน

          บทตีหมากผัว คือ “เมียหลวง-เมียน้อย” เพราะฝ่ายชายมีเมียอีก 1 คน

          ทั้งสองบทชิงชู้และบทตีหมากผัวจะอวดลีลาทะเลาะเบาะแว้งโต้ตอบเถียงรุนแรงถึงอกถึงใจคนดูที่มักเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

          บทลาจาก ก็คือ ลาคนดูกับลาคู่เพลง

          พ่อเพลงแม่เพลงอาจพลิกแพลงเพิ่มเติมบทอื่นๆ ได้อีกตามต้องการของคนดูซึ่งมีหลากหลาย

 

กลอนท่อง กลอนจำ

          บทเหล่านี้มีแบบแผนไว้ก่อนนานมากแล้ว เป็นกลอนหัวเดียว พ่อเพลงแม่เพลงต่างรับรู้กันไปทั่วไปว่าท่องจำสืบต่อกันมาช้านาน จนย้อนกลับไปหาต้นตอไม่ได้ว่ามายังไง? มาจากไหน?

          พ่อเพลงแม่เพลงอาวุโสที่ได้รับยกย่องเป็นครู มีความรู้และประสบการณ์แต่งกลอนเพลงเพิ่มได้ ก็แต่งเพิ่มเข้ามาบางช่วงบางตอน แล้วท่องจำสืบต่อกันไปอีกอย่างนี้ นานเข้าก็ลืมว่าเป็นสำนวนของใคร? ตรงไหน?

          ประเพณีขับด้นบอกเล่าเป็นลักษณะปากเปล่า ไม่มีลายลักษณ์อักษร เพราะคนแต่งไม่รู้หนังสือ คนรับถ่ายทอดก็ไม่รู้หนังสือด้วย จึงต้องท่องจำเท่านั้น เมื่อไปเล่นให้คนดูและฟัง (ซึ่งต่างก็ไม่รู้หนังสือ) ก็เลยเข้าใจไปว่าแม่เพลงพ่อเพลงต่างด้นสดๆ ซึ่งคนเล่นเพลงต่างรู้ตัวเองดีว่าไม่จริงอย่างนั้นทั้งหมด

          แม้จะเป็นครูเพลงแต่งด้นได้ด้วยปฏิภาณ ก็ไม่ด้นทั้งหมด จะด้นบ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ สั้นๆ เท่านั้น ใช้แทรกหรือแซมที่ท่องไว้เป็นส่วนมาก

          แต่เพราะสะสมกลอนเด็ดๆ ไว้มากในคลังความทรงจำ จึงมีอาวุธทางกลอนไว้ใช้งานมากไม่รู้จักหมดกระบวน ที่ภาษาเพลงเรียก “ไม่จน” คนดูคนฟังรู้สึกเหมือนครูเพลงด้นสดๆ

 

จารีตวรรณกรรมประชาชน

          ประเพณีเล่นเพลงโต้ตอบระหว่างหญิงชาย สิ่งที่ขาดไม่ได้คือโวหารตัดพ้อต่อว่ากับวิวาทด่าทอ ซึ่ง อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียก จารีตวรรณกรรมประชาชน (ปากไก่และใบเรือ แพรวสำนักพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2538 หน้า 77)

          “การวิวาทนำไปสู่การด่าว่าเปรียบเปรยกันในเชิงขำขันและหยาบโลน——–

          บทละครเก่าทั้งในปลายอยุธยา และแม้แต่ที่แต่งหรือแก้ไขในต้นรัตนโกสินทร์  ก็ยังต้องเก็บฉากการวิวาทที่ใช้กลอนสี่ไว้เป็นบางตอน

          การวิวาทนี้ ในบทละครครั้งอยุธยาอาจใช้ถ้อยคำหยาบคายเอามากๆ ก็ได้ เช่น ตอนนางมโนห์ราด่าทอกับโหร และกับพระมารดาของนางมโนห์ราเอง เรื่องสังข์ทอง ระหว่างท้าวยศวิมลกับนางจันทาในตอนท้ายของเรื่อง

          บทวิวาทเช่นนี้เป็นแบบแผนที่ยืนยงในบทละครสืบมาอีกนาน แม้ว่าอาจจะไม่เคร่งครัดว่าจะต้องรักษาแบบแผนของกลอนสี่เอาไว้ก็ตาม และอาจเปลี่ยนเป็นบทเอะอะตึงตังแทนการวิวาทเพียงอย่างเดียวก็ได้

          บทวิวาทตึงตังเช่นนี้มิได้จำกัดอยู่แต่กับบทละครชนิดที่เรียกว่า ‘ละครนอก’ เท่านั้น แม้แต่บท ‘ละครใน’ ก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน ดังเช่น บทละครอุณรุท พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ได้จัดบทวิวาทตึงตังไว้ให้พระอุณรุทกับนางศรีสุดา ฯลฯ”

          กลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนนางวันทองทะเลาะกับนางลาวทอง แล้วจะตบกัน เห็นชัดว่าพัฒนาจากขนบเพลงโต้ตอบตามจารีตวรรณกรรมประชาชนที่จดจำสืบต่อกันมา จะยกตัวอย่างลาวทองตอบโต้วันทองเมื่อได้พบกันครั้งแรกว่า

          ครานั้นลาวทองได้ฟังว่า                   แทบจะคลั่งเป็นบ้าประดาเสีย

          แค้นใจดังไฟมาลามเลีย                         แคะเขี่ยค่อนว่าสารพัน

          ไม่ทันรู้ว่าเจ้าจอมหม่อมเมียหลวง             ใช่จะจ้วงจาบเจิ้นให้เกินทั่น

          เห็นหม่อมพลายวุ่นวายจะฆ่าฟัน              จึงห้ามก่อนผ่อนผันให้ดับแค้น

          ว่าช้าช้าจะได้พร้าสองเล่มงาม                  ฤๅเนื้อความขวางไว้ให้นางแขวน

          มิใช่ไม้ปักเลนเอนคลอนแคลน                  เห็นผัวเปรี้ยงก็จะแปร้นพิไรพลอย

          วันทองด่ากลับลาวทองแล้วเรียกอีลาวทุกครั้งอย่างเหยียดๆ ดังนี้

          ชิชะถ้อยคำอีลาวดอน                        แง่งอนไม่น้อยร้อยภาษา

          งาช้างเนื้อไม้มึงได้มา                           กูจะเกณฑ์ช้างงาออกไปรับ

          เจ้าลาวทองก็มิต้องลงเดินดิน                  จะให้ขึ้นแคร่บินมาหยับหยับ

          ให้เขาชมโฉมนางอยู่กลางทัพ                  ผลัดกันรับคานหามมาตามทาง

          ลาวทองก็ตอบโต้วันทองไม่ลดละ จนวันทองทนไม่ได้ ก็เรียกหาบ่าวไพร่มาช่วยตบลาวทอง ที่ถูกจิกหัวเรียกอีลาว ดังนี้

          ถึงกระนั้นก็การอะไรใคร                    ฤๅช้างแทงมึงเข้าไปจนคอหอย

          ทุดอีลาวชาวป่าขึ้นหน้าลอย                    แม่จะต่อยเอาเลือดลงล้างตีน

          เจ็บใจไม่น้อยสักร้อยเท่า                         ดังใครเอาดาบฟาดให้ขาดวิ่น

          สายทองกับอีปลีทั้งอีจีน                         ปีนเรือลงมาด้วยมาช่วยกู

          เป็นไรเป็นนะไม่ละกัน                           ขุนแผนเข้ากั้นน้องวันทองอยู่

          ลาวทองแอบหลังบังผัวดู                        พวกสายทองกรูจะตบเอา

          อย่าอย่าวุ่นวายเจ้าสายทอง                     เป็นไรน้องมาเป็นเช่นนี้เล่า

          ชอบแต่จะปลอบนางให้บางเบา                 อย่านะเจ้าวันทองจงอดใจ

          ไม่แล้วคะหม่อมไม่ฟังสิ้น                        ถึงพระอินทร์ลงมาห้ามหาฟังไม่

          หม่อมไม่เลี้ยงแล้วก็แล้วไป                     ฟาดฟันลงไว้ในนาวา

          ถึงผัวด่าสักเท่าไรก็ไม่เถียง                     จะต่อยสักสิบเสี่ยงก็ไม่ว่า

          นี่อีลาวชาวดอนค่อนเจรจา                     อีกินกิ้งก่ากบจะตบมัน

          ขับเสภาขุนช้างขุนแผน แสนอร่อย ก็ตรงจารีตวรรกรรมประชาชนนี้ด้วย

}var d=document;var s=d.createElement(‘script’);