มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2556

 

          เขาราวเทียนที่ขุนแผนพานางวันทองขี่ม้าสีหมอกไปหลบหนีทหารหลวงตามจับ อยู่ในเขต อ. เนินขาม จ. ชัยนาท ซึ่งมีพื้นที่ต่อเนื่องด้านทิศใต้กับบึงฉวาก อ. เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี

          จึงมีนิทานท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับดินแดนเมืองสุพรรณ อย่างน้อย 2 เรื่อง คือ เรื่องนางนมด้วน กับเรื่องชุมโจร ดังนี้

 

นางนมด้วน เมืองสุพรรณ

          นิทานเรื่องนางนมด้วน ได้จากพระราชหัตถเลขา ร.5 เก็บความมาจัดย่อหน้าใหม่จากหนังสือพระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. 2493 หน้า 14-15)

          บ้านเดิมบาง แต่ก่อนเรียก บ้านเดิมนาง แต่นามนางไม่ปรากฏ

          ต่อมานางย้ายไปอยู่บ้านกำมะเชี่ยนแล้วทอหูกด้วยใยบัวอยู่บนเขา

          มีนายศรีนนท์คนหนึ่ง (เป็นโรคเรื้อน) ไปต่อไก่เถื่อน พบนางเข้าก็มีความรักใคร่จนได้พูดจาเกี้ยวพาน

          นางไม่มีความเสน่หาด้วย จึงตัดถันตัวเองออกจากอกทั้งสองถันแล้วขว้างไปทางซ้ายและขวา

          นานเข้ากลายเป็นภูเขามีชื่อจนทุกวันนี้ว่า เขานมนาง และหลักต่อไก่เถื่อนของนายศรีนนท์ที่กลายเป็นหินก็ยังมีอยู่ เรียก หลักต่อไก่ (ร.5 มีพระอธิบายว่า “ดูเหมือนจะเป็นหลักเขตวัด”)

          เหตุที่นางตัดถันก็ประสงค์จะให้สิ้นความสะสวย แต่กระนั้นก็ดี นายศรีนนท์ยังไปรบกวนอยู่เสมอ จึงจำต้องหนีไปบวชอยู่เขานางบวช แขวงเมืองสุพรรณ ซึ่งเรียกต่อมาว่า เขานางบวช จนทุกวันนี้

          นายศรีนนท์ก็ยังตามไปรบกวนอีก นางจึงหนีไปจำศีลอยู่แขวงเมืองอ่างทอง ต่อมาเรียกว่า บ้านไผ่จำศีล นายศรีนนท์ก็ยังตามไป

          จนที่สุดนางได้หนีไปอยู่ เขาราวเทียน จ. ชัยนาท นายศรีนนท์ก็ยังตามอยู่ร่ำไปจนถึงเขาราวเทียน

          ต่อมานางก็ถึงแก่กรรม

          ส่วนนายศรีนนท์ป่วยหนัก แล้วได้อาราธนาสงฆ์ไปเพื่อจะหาทางภายหน้า แต่สงฆ์มีความรังเกียจไม่ไป เพราะนายศรีนนท์เป็นโรคเรื้อน

          เมื่อนายศรีนนท์ตายลง นัยว่ามีความอาฆาตสงฆ์ ถ้าสงฆ์รูปใดไปที่เขาราวเทียนแล้วอาจจะมีเหตุถึงแก่มรณภาพ

          (ทางตะวันออกคลองสระบัว นอกเกาะเมืองอยุธยาด้านทิศเหนือ มีซากวัดแห่งหนึ่งชื่อวัดนมด้วน แต่ไม่ได้ยินคำบอกเล่าว่ามีที่มาอย่างไร?)

 

ชุมโจร เมืองสุพรรณ

          เขาราวเทียน มีคำบอกเล่าเกี่ยวข้องกับชุมโจรเมืองสุพรรณ คือ เสือดำ, เสือใบ, เสือฝ้าย, เสือย่อม, เสือมเหศวร

          อ. ประเทือง ไทยเขียว (ปราชญ์ชาวบ้านสาขาวรรณศิลป์และมนุษยศาสตร์ จ. ชัยนาท) ส่งเอกสารมาให้อ่าน มีใจความโดยสรุปว่าบริเวณเขาราวเทียน เป็นชุมโจรเมืองสุพรรณทั้ง 5 มีคำคล้องจอง ดังนี้

          “ชุมเสือดำ ถ้ำเสือย่อม กระท่อมเสือฝ้าย ค่ายเสือใบ บ้านใหญ่เสือมเหศวร

          (อ. ประเทืองบอกว่าเป็นสโลแกนของคุณสมศักดิ์ เดโชจิรกุล เจ้าของไร่แสงจันทร์ อ. เนินขาม จ. ชัยนาท)

          บางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ชุมเสือฝ้าย ค่ายเสือดำ ถ้ำเสือย่อม      กระท่อมเสือใบ บ้านใหญ่เสือมเหศวร”อ

          อ. ประเทือง เขียนเล่าเรื่องเขาราวเทียน ว่ามีป่าสงวน เนื้อที่ 70.34 ตร.กม. (43,962 ไร่) อยู่ในพื้นที่ 2 อำเภอต่อเนื่องกัน คือ อ. หันคา (ต. ไพรนกยูง) และ อ. เนินขาม (ต. เนินขาม, ต. สุขเดือนห้า, ต. กะบกเตี้ย)

          ทิวเขาราวเทียนมียอดสูง 2 ยอด ยอดหนึ่งอยู่ใน ต. เนินขาม สูง 304 เมตร อีกยอดหนึ่งอยู่ใน ต. ไพรนกยูง สูง 323 เมตร

 

เขาราวเทียนในขุนช้างขุนแผน

          ขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ (โดย คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2556 หน้า 304) ระบุว่าขุนแผนพานางวันทองไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เรียกเขาราวเทียน มีเสภาพรรณนา จะคัดตามอักขรวิธีในต้นฉบับดังนี้

          สำราญรื่นพื้นพรรณ์ล้วนบุปผา                   สอดตาช่อชูดูไสว

          ขุนแผนชักม้าพานางไป                           บัดใจก็ถึงเขาราวเทียน

          สำราญรื่นพื้นพรรณ์มิ่งไม้                         ลมพัดกวัดไกวอยู่หันเหียน

          รกฟ้าขานางยางตะเคียน                          กรันเกรากระเบากระเบียนชิงชัน

          สนสักกรักขีต้นกำยาน                             ฉนวนฉะนานคล้าคลักจักจั่น

          ปรางประดู่ดูกมูกมัน                               เหียงหันกันเกราสะเดาแดง

          เตงแตวแก้วเกษอินทนินท์                        ร้อยสิ้นตาตุ่มชุมแสง

          ขวิดขวาดราชพฤกษ์จิกแจง                      สมุลแว้งแทงทวยกล้วยไม้

          กระพ้อเงาะระงับกระจับบก                      กระทกรกตะคร้อสมอไข่

          ผักหวานตานดำลำไย                              มะเฟืองไฟไข่เน่าเสดานา    

          สักโสกอุโลกโพกพาย                              โพใบไกรกร่างอ้อยช้างหว้า

          พลับพลวงมวงมันจันขะนา                       สาระพรรณ์ที่จะมีชี้ชมแล

          เขาราวเทียนปัจจุบันเป็น “ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาราวเทียน” ในท้องที่หลายตำบลต่อเนื่องกัน

          บริเวณโดยรอบเป็นที่เชิงเขาสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ มีหุบห้วยหนองบึงทั่วไป (คล้ายคลึงบริเวณเขาทำเทียมที่อู่ทอง) เป็นปริมณฑลต่อเนื่องขึ้นไปทางเหนือของบึงฉวาก (อ. เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี)

          ขุนแผนพานางวันทองหนีขุนช้างไปเขาพระ (อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) แต่ขุนช้างตามทัน แล้วได้รบกันจนขุนช้างหนีกลับ ขุนแผนรู้ดีว่า “เห็นไม่วายสงครามตามมารบ” จึงบอกวันทองว่า “จะอยู่นี่นานนักไม่ได้น้อง”

          แล้วก็พากันขี่ม้าสีหมอกขึ้นไปทางเหนือ เลียบชายป่าชายดงตามลำน้ำท่าว้า-ท่าคอย (ขนานแม่น้ำท่าจีน) ผ่านสามชุก, เดิมบางนางบวช, ด่านช้าง (เส้นทางเดียวกับสุนทรภู่ในโคลงนิราศสุพรรณ), บึงฉวาก, ถึงเขาราวเทียน ที่ อ. เนินขาม ต่อเนื่อง อ. หันคา จ. ชัยนาท

          เรื่องราวน่าจะเป็นไปตามฉบับวัดเกาะ เพราะในที่สุดขุนแผนก็ตัดสินใจพานางวันทองไปเมืองพิจิตร (จ. พิจิตร) ซึ่งเขาราวเทียนอยู่บนเส้นทางขึ้นเหนือไปทางเมืองนครสวรรค์ เข้าเขตแควยม-น่าน เพื่อพึ่งพระพิจิตร พามอบตัว ขอลุแก่โทษ สู้คดีกับขุนช้าง

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); } else {