มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2556

 

ไทย-ลาว กับ มอญ-เขมร

          อุษาคเนย์ บริเวณแผ่นดินใหญ่มีลุ่มน้ำสำคัญ 2 สาย คือ ลุ่มน้ำสาละวิน (ทางทิศตะวันตก) เป็นหลักแหล่งของไทยใหญ่ (ลาวพุงดำ) และมอญ, ฯลฯ กับ ลุ่มน้ำโขง (ทางทิศตะวันออก) เป็นหลักแหล่งของไทยน้อย (ลาวพุงขาว) และเขมร, ฯลฯ

          ราวกึ่งกลางระหว่างสาละวินกับโขง มีลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นหลักแหล่งของไทยสยาม (ลาว, มอญ, เขมร, และ ฯลฯ) ที่มีพัฒนาการเป็นคนไทยทุกวันนี้

          ไทยสยาม ลุ่มน้ำเจ้าพระยาบริเวณที่เป็นรัฐอยุธยา ราวหลัง พ.ศ. 2000 บอกว่าตนเองมีรากเหง้าเผ่าพันธุ์จากไทยน้อย หมายถึงจากลุ่มน้ำโขง

          หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ยืนยันสอดคล้องกันว่าความเป็นคนไทยมีส่วนประสมกระแสหลักจากลุ่มน้ำโขง คือตระกูลไทย-ลาว และมอญ-เขมร กับชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ชวา-มลายู, อินโด-เปอร์เซีย, จีน, ฯลฯ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มราชสำนักเป็นเครือญาติชาติพันธุ์ใกล้ชิดกับตระกูลมอญ-เขมร ซึ่งมีภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัดเป็นพยานสำคัญ

          แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เป็นประวัติศาสตร์ชนชาติไทยกลุ่มเดียว ที่หมายถึงเชื้อชาติไทยบริสุทธิ์ซึ่งไม่มีอยู่จริง แล้วปฏิเสธพยานหลักฐานที่มีจริง จึงตัดทิ้งลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นหลักแหล่งของนานาชาติพันธุ์ เช่น ลาว, จาม, เขมร, ฯลฯ ที่ล้วนมีส่วนเป็นบรรพชนคนไทย

          ในแง่งานช่าง ที่เรียกกันทั่วไปว่า ศิลปะ มีหลักฐานงานช่างเขมรทุกยุคสมัยอยู่ในภาคอีสานและภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          แต่ทางการไทยสยามยุคอาณานิคมไม่เรียกชื่อยุคสมัยตามชื่อศิลปะในเขมร หากเลี่ยงไปเรียกรวมๆว่าศิลปะลพบุรี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการล่าเมืองขึ้น ด้วยเกรงฝรั่งเศสจะอ้างว่าไทยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชา เพราะพบศิลปะแบบเขมร แล้วยึดดินแดนไทยเป็นเมืองขึ้นตามไปด้วย

          ทุกวันนี้กระทรวงวัฒนธรรมยังเรียกศิลปะลพบุรี ทั้งๆไปกันไม่ได้กับหลักฐานความเป็นมา ซึ่งมีจริงและมีมากในอีสานและภาคกลาง ว่าเป็นแบบงานช่างในกัมพูชา

          ถ้าไทยต้องการอยู่ร่วมในประชาคมอาเซียนอย่างมีสันติภาพ โดยเฉพาะสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา รัฐบาลต้องแก้ไขปรับปรุงความรู้ เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะให้สอดคล้องกับความจริงทางวิชาการที่มีหลักฐานพร้อมมูล

 

อีสานนิยม : ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศไทย

          “คนอีสานทุกวันนี้ไม่ใช่ผู้คนจากภูมิภาคที่เป็นชนส่วนน้อยของประเทศไทยอีกต่อไป แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการหล่อหลอมระบบการเมืองสำหรับชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย”

          ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ (ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐ) เขียนบอกไว้ในบทความเกี่ยวกับคนอีสานหลังลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

          โดยอธิบายสรุปว่าความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมืองของคนอีสาน มาจากวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้คนในอีสานที่แตกต่างจากวัฒนธรรมการเมืองของกลุ่มคน ชั้นนำที่ครอบครองอำนาจการปกครองในสังคมไทยมายาวนาน และแตกต่างจากวัฒนธรรมการเมืองของชนชั้นกลางที่ประกอบด้วยคนไทยเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มหลัก

          ความแตกต่างอย่างเด่นชัดในวัฒนธรรมทางการเมืองนี้เอง เป็นพื้นฐานสำคัญให้คนอีสานสนับสนุนพรรคไทยรักไทย ที่ต่อมาคือพรรคเพื่อไทย รวมทั้งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ‘เสื้อแดง’

          อีสานนิยม : ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศไทย ของ ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ (แปลโดย รัตนา โตสกุล พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2556 ราคา 150 บาท) ชี้ให้เห็นว่าคนอีสานบางครั้งแสดงตัวตนในลักษณะที่เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น บางครั้งเชื่อมโยงกับความเป็นคนอีสาน บางครั้งเชื่อมโยงกับคนลาวในประเทศลาว และเชื่อมโยงกับคนไทยภาคกลาง

          อัตลักษณ์ทางเลือกเหล่านี้มีนัยยะที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งหมายทางการเมืองอะไรของคนอีสาน? นี่คือคำถามสำคัญที่ต้องตอบ เพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้าใจและรับมือกับ ‘ปัญหาอีสาน’ ได้

          หนังสือเล่มนี้พยายามที่จะนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็น ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยสร้างความกระจ่างในประเด็นที่ว่าคนในภาคอีสานอยู่ในบริบทของรัฐไทยได้อย่างไร}