มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2556

 

โวหารการเมืองเรื่องเสียดินแดน

          ประเทศสยาม เปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2482 สมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

          ลัทธิชาตินิยมทางการแบบคลั่งชาติเริ่มแล้ว

          ปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2483 โวหารปลุกใจเรื่องเสียดินแดน ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาครั้งแรก แล้วเริ่มแผลงฤทธิ์สุดขีดยุคเรียกร้องดินแดนในสงครามอินโดจีน (หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา) เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง

          แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมโดยแผนที่ประวัติอาณาเขตไทย พิมพ์โดยกรมแผนที่ทหาร ว่าไทยเสียดินแดน 8 ครั้ง

          (สรุปจากหนังสือ ประมวลแผนที่ : ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์-การเมือง กับลัทธิอาณานิคมในอาเซียน-อุษาคเนย์ โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ มูลนิธิโตโยต้าจัดพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2555)

          โวหารการเมืองเรื่องเสียดินแดน เสมือนกับดักไทย ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เตือนไว้ในบทความเรื่องอนาคตไทย-กัมพูชา จากคำพิพากษา (ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2556 หน้า 6) ว่า

          “ท่าทีแบบไม่ยอมเสียดินแดนให้ใครแม้แต่ตารางนิ้วเดียวนั้น นำไปสู่การปะทะกันทางทหารมากกว่าการเจรจา”

          ถ้ายังติดกับ“เสียดินแดน” ก็เหมือนคนไม่มีอนาคต

          ถ้าจะมีอนาคต ก็ต้องไม่ติดกับนั้น

 

รากเหง้าทางวัฒนธรรม ไทย-กัมพูชา

          ไทยกับกัมพูชา มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมอยู่ไขว้กันตามยุคสมัย เพราะเป็นเครือญาติอุปถัมภ์ใกล้ชิดกันมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ เรื่องนี้ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ สรุปตรงไปตรงมาว่า

          “รากเหง้าทางวัฒนธรรมของราชสำนักภาคกลางอยู่ที่เมืองพระนคร

          เท่ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรมหลายอย่างของราชสำนักกัมพูชาก็อยู่ในกรุงเทพฯ

          ต่างฝ่ายต่างไม่อาจรู้จักวัฒนธรรมที่แท้จริงของตนได้ หากไม่ศึกษาวัฒนธรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง”

          (บางตอนจากบทความเรื่องอนาคตไทย-กัมพูชา จากคำพิพากษา โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2556 หน้า 6)

          อ. นิธิ แนะนำว่า “บัดนี้ถึงเวลาที่ต้องเตรียมการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อเตรียมใจคนสำหรับการเจรจาซึ่งจะต้องตามมาเพื่อไม่ติดกับ‘เสียดินแดน’ เหมือนคนไม่มีอนาคต”

          ถ้าทำจริง หน่วยงานไหนควรรับผิดชอบเรื่องนี้?

          กระทรวงวัฒนธรรม กับกระทรวงศึกษาธิการ ควรเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบร่วมกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน แล้วชำระประวัติศาสตร์แห่งชาติพร้อมกันไป

          กระทรวงวัฒนธรรม มีหน่วยงานโดยตรงควรทำงานนี้ เช่น กรมศิลปากร, ศูนย์มานุษยวิทยา

          กระทรวงศึกษาธิการ มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนทั่วประเทศ แบ่งปันความรู้สู่สาธารณะทั้งในระบบ, นอกระบบ, และตามอัธยาศัย

          เว้นเสียแต่ครูบาอาจารย์ก็ติดกับดักโวหารการเมืองเรื่องเสียดินแดนจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ก็ต้องหาช่องทางอื่น