มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2556

 

เสียงกลอน สะท้อนการณ์ จากสตรีสาร

           ขรรค์ชัย บุนปาน กับ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ชักจูงให้ผมอยากเขียนกลอนและเขียนหนังสือได้อย่างที่เขาสองคนทำมาก่อน ตั้งแต่ครั้งนุ่งขาสั้นเรียนชั้น ม.7 โรงเรียนวัดนวลนรดิศ (ริมคลองบางกอกใหญ่) ฝั่งธนบุรี

           หลังจากนั้นผมก็ทำเลียนแบบ โดยเขียนกลอนรัก (เกี้ยวสาวที่สมมุติขึ้นเอง เพราะหาจริงๆไม่ได้)ส่งไปรษณีย์ ได้ลงพิมพ์ครั้งแรกคอลัมน์กลอนในหนังสือดาราไทย ที่ควบคุมโดย ชรินทร์ นันทนาคร (หัวคอลัมน์บอกอย่างนั้น)

           เมื่อเห็นหนังสือ เสียงกลอน สะท้อนการณ์ รวมบทกลอนเลือกสรรของนิตยสารสตรีสาร พ.ศ. 2513-2519 รวบรวมโดย งามพิศ จากาซินสกี, จารุวรรณ แอ็งเกิล, ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2556 หนา 640 หน้า ราคา 750 บาท) จึงเปิดอ่านอย่างตื่นเต้นขนลุกขนชัน เหมือนมองเห็นตัวเองยังไงยังงั้นเมื่อเริ่มเขียนกลอน

           ต่างกันตรงที่เล่มนี้เป็นกลอนสะท้อนสังคม “ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสภาพบ้านเมืองและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเวลานั้น เป็นงานประพันธ์ที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่ผู้เขียนมีต่อสภาพการณ์ทั่วไปเกือบทุกอย่างรอบตัว —–”

           กลอนที่รวมในเล่มนี้ ผู้รวบรวมเขียนอธิบายว่า “เป็นงานเขียนที่แสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาตอบโต้ต่างๆ ที่ผู้เขียนอาจจะมีต่อประดาความ ‘ฝืดด้าน’ รอบตัว ซึ่งทำให้รู้สึกว่านอกจากจะกีดขวางการเปลี่ยนแปลงแล้ว ยังชะลอความ ‘ก้าวหน้า’ ที่ควรจะมีเสียอีก หรืออาจจะเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ความ ‘ยึดมั่น’ เดิมๆ ในสังคม ที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างต้องชะงักงันโดยใช่เหตุ และ/หรือ ความรู้สึกที่มีต่อความผันแปรเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมองเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมกับสังคมไทย เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่อาจจะมาจากเหตุการณ์หรือสิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรืออาจจะเป็นสิ่งที่สะสมอยู่แล้วอย่างลึกๆ ในจิตใจของนักกลอนมาช่วงเวลาหนึ่ง”

           “คุณค่าของบทประพันธ์เหล่านี้ นอกจากจะให้ความรู้และความบันเทิงแล้ว ยังเป็นเสมือนไทม์แคปซูล (time capsule) ที่มาจากบุคคลหลากหลายในยุคหนึ่งในอดีต และเป็นผลงานของผู้ที่มิใช่ หรือยังมิใช่นักประพันธ์ ‘ฝีมืออาชีพ’ แต่อย่างใด—–

           เมื่อนำมาเสนอรวมเข้าด้วยกันแล้ว นับได้ว่าเป็นการบันทึกในทางประวัติศาสตร์สังคมการเมืองสมัยใหม่ร่วมกันในรูปแบบหนึ่ง”

           ชื่อคนเขียนกลอนมี วาณิช จรุงกิจอนันต์ (เคยทำงานที่สตรีสาร) และคนอื่นๆที่ผมคุ้นชื่อ แต่ไม่รู้จักเป็นส่วนตัวอีกหลายคน

           แค่เห็นชื่อแล้วได้อ่านงานเก่าๆก็เหมือนได้ยินเสียงเครือญาติที่ไม่พบกันนานหลายสิบปี