มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2556

 

ประวัติศาสตร์ไทยในอุษาคเนย์

          ประวัติศาสตร์ เป็นแกนของกลุ่มวิชาสังคมฯ เช่น เศรษฐศาสตร์, รัฐศาสตร์, ภาษาและวรรณคดี, นาฏศิลป์และดนตรี, ฯลฯ อาจเกี่ยวข้องวิชาความรู้อื่นๆมากกว่านี้ก็ได้

          แต่ถ้าการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ยังเน้นเชื้อชาติ, ชนชาติไทย เหมือนเดิมที่เริ่มอย่างผิดๆด้วยสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก ก็รังแต่จะทำให้หลงตัวเอง เหยียดคนอื่น

          ต้องปรับปรุงแก้ไขประวัติศาสตร์ไทยให้ตั้งต้นเรียนรู้ภูมิ-ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ที่มีดินแดนต่อเนื่องทั้งภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะ แล้วมีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ประสมประสานอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย

 

กำเนิดไทยสยามจากแผนที่

          การศึกษาไทยไม่สนแผนที่ ประวัติศาสตร์ไทยเลยไร้ภูมิศาสตร์ แล้วขาดภูมิประเทศ

          ฉะนั้นรูปร่างหน้าตาท่าทางประวัติศาสตร์แห่งชาติของประเทศไทยจึงเป็นจินตนาการล้วนๆ

          แท้จริงแล้วผู้คนที่เรียกตัวเองว่าไทย, คนไทย พบหลักฐานแรกสุดในยุคอยุธยา ราวหลัง พ.ศ. 1800 ส่วนดินแดนที่ถูกเรียกว่าประเทศไทย มีรูปร่างหน้าตาท่าทางเหมือน “ขวาน” เพิ่งถูกกำหนดในยุครัตนโกสินทร์ ราวหลัง พ.ศ. 2400

          แต่ไทยมักตีความประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยอย่างตีขลุมว่ามีดินแดนรูปขวานมาแต่ดั้งเดิมหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว

          ถึงขนาดให้พ่อขุนรามคำแหง กรุงสุโขทัย แผ่อำนาจปกครองตลอดปักษ์ใต้ไปสุดแหลมมลายู ซึ่งเป็นเท็จจนสุดจะสรรหาถ้อยคำมาประณาม เพราะมีส่วนโหมความขัดแย้งรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้

          อ. ธงชัย วินิจจะกูล บอกไว้ในหนังสือกำเนิดสยามจากแผนที่ ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ (สำนักพิมพ์อ่าน และสำนักพิมพ์คบไฟ พิมพ์ฉบับแปลเป็นภาษาไทยเป็นครั้งแรก ตุลาคม 2556) มีใจความสำคัญว่า

          “นักประวัติศาสตร์หลายคนถึงกับย้อนหลังไปขีดเส้นพรมแดนให้กับชาติยุคก่อนสมัยใหม่ มีหนังสือจำนวนนับไม่ถ้วนที่แสดงดินแดนในประวัติศาสตร์ด้วยแผนที่ผิดยุคสมัย เอาแผนที่สมัยใหม่ไปใส่ให้กับภูมิและพื้นที่ในประวัติศาสตร์”

          แล้วอธิบายกำเนิดสยามจากแผนที่เล่มนี้ ว่ามิใช่เป็นเพียงแค่การบันทึกว่าการทำแผนที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างไรเมื่อไร และเส้นพรมแดนยุติลงด้วยสนธิสัญญาอย่างไร แต่ต้องการเน้นให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่วาทกรรมทางภูมิศาสตร์แบบใหม่ได้เข้ามาแทนที่วาทกรรมของคนพื้นถิ่น ก่อให้เกิดความขัดแย้ง การเผชิญหน้า และความเข้าใจผิดอย่างไร ทั้งนี้ประเด็นใจกลางของงานศึกษานี้ก็คือคำถามที่ว่าแผนที่ได้สร้างภูมิกายาของชาติสมัยใหม่ได้อย่างไร

          “แผนที่สร้างชาติขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ใช่โดยลำพังตัวมันเองก็ตาม” อ. ธงชัยอธิบายส่งท้ายต่อไปอีกว่า “เราอาจกล่าวอย่างง่ายๆว่า กำเนิดของ‘สยาม’มาจากการประสมกันของตัวอักษร ส-ย-า-ม ฉันใด ภูมิกายาของมันก็มิได้มาจากไหนเลย หากแต่กำเนิดมาจากแผนที่ก็ฉันนั้นนั่นเอง”

          แนวคิดต่างๆในหนังสือกำเนิดสยามจากแผนที่เล่มนี้ มีอิทธิพลต่อผู้ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ไทย(ระดับนานาชาติ)ให้ก้าวหน้ามหาศาลมานานนับสิบปีแล้ว

          เพียงแต่เพิ่งแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย แล้วพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก