มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2556

 

อู่ทอง ยั่งยืนจริงหรือ?

          อู่ทอง ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย เรียกสั้นๆก็ได้ว่า อู่ทอง ต้นทางไทย เป็น“จุดขาย” ของเมืองอู่ทอง ที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

          ที่ว่า“อู่ทอง ต้นทางไทย”ก็เพราะเป็นบริเวณที่มีชุมชนบ้านเมืองเก่าสุดในภาคกลาง ไม่น้อยกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ในเอกสารโบราณเรียกสุวรรณภูมิ

          จากนั้นมีพัฒนาการเป็นดินแดนที่รู้จักทั่วไปในชื่อสยาม จนกระทั่งได้ร่วมกันสถาปนาราชอาณาจักรสยามแห่งแรกที่กรุงศรีอยุธยา สืบเป็นกรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ จนปัจจุบันเรียกประเทศไทย

          การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ต้องแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ จุดขายสุดยอด คือ อู่ทอง ต้นทางไทย อย่างสม่ำเสมอและให้รับรู้ทั่วกันทั้งในชุมชนท้องถิ่น และทั่วไทย จนทั่วโลกยิ่งดี

          ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ควบคู่ไปกับกิจกรรมประเภท“สวนสนุก”อื่นๆ ความยั่งยืนก็ย่ำแย่แล้วยวบยาบ อาจถึงย่อยยับ(อย่างเคยเตือนก่อนแล้ว)

          ยกเว้น“เงินทอน”เท่านั้นยั่งยืน(ในกระเป๋าของใครก็ไม่รู้)

 

เข้มงวดตนเอง ผ่อนปรนคนอื่น

          พิพิธภัณฑ์ กรมศิลป์ ปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นแหล่งเรียนรู้ ผมเขียนบอกกล่าวไป (ฉบับวันศุกร์ 25 ตุลาคม) ว่าขอสนับสนุนสุดลิ่มทิ่มประตู

          มีผู้ใช้นามยาวมากในเฟซบุ๊กว่า “อันอีสานเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ดุจบิดามารดรเปรียบได้” เขียนบอกว่า

          “การสร้างการเรียนรู้จริงๆ ในพิพิธภัณฑ์นั้น นอกจากจะพัฒนาจากตัวพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชน ความร่วมมือจากหน่วยงานทางการศึกษา อย่างครูบาอาจารย์ด้วย

          เพราะลำพังพิพิธภัณฑ์ทำก็รู้ดีว่าลำบากเต็มที ถ้าสังคมยังไม่ใส่ใจ โรงเรียนและครูยังไม่สนใจว่าจะใช้พิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้อย่างไร”

          มิวเซียมสากล ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยมีกิจกรรมความรู้สม่ำเสมอ แล้วมีลูกเล่นเป็นลูกล่อลูกชนกระตุ้นให้คนเข้าชมสตอรี่ที่จัดไว้ เพื่อให้คนมีคุณภาพ แล้วไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อความก้าวหน้าของสังคมในระบอบประชาธิปไตย

          “ถ้าคนไม่มาหามิวเซียม มิวเซียมจะไปหาคน” นี่เป็นปณิธานของมิวเซียมสากล โดยจัดกิจกรรมไปตามชุมชนให้คนอยากรู้อยากเห็นได้รู้ได้เห็นโดยไม่ต้องไปมิวเซียมหลักก็ได้

          จะเห็นว่ามิวเซียมต้องมีวิธีคิดและวิธีบริหารจัดการตนเองอย่างก้าวหน้า โดยมีกิจกรรมความเคลื่อนไหวชักจูงคนเข้าชมเพื่อแสวงหาความรู้ก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทอดหุ่ยเกียจคร้านเป็นปู่โสมย่าโสมเฝ้าทรัพย์(เช่นในไทยทุกวันนี้)

          มิวเซียมไทย นอกจากต้องทันสมัยและก้าวหน้าทางวิธีบริหารจัดการแล้ว ยังต้องก้าวหน้าทางวิชาความรู้เพื่อสร้างสตอรี่ให้การจัดแสดงเป็นไปตามความต้องการของสังคมด้วย

          โดยสร้างคำอธิบายอย่างง่ายๆ ตอบโจทย์ทั่วไปในสังคมที่ข้องใจสงสัย เช่น คนไทยมาจากไหน? ชุมชนท้องถิ่นบ้านเมืองของเขามาจากไหน? มายังไง? ทำไม?

          เมื่อมิวเซียมไทยสร้างสตอรี่อธิบายหรือตอบโจทย์ของสังคมได้ ครูตามโรงเรียนจะพานักเรียนเข้าชมเอง แล้วใช้เป็นห้องเรียนอย่างรื่นรมย์ได้ดียิ่ง นักเรียนก็ยิ่งชอบ เพราะไม่ต้องอุดอู้ซ้ำซากอยู่แต่ห้องเรียน

          คนในชุมชนย่อมใส่ใจตามไปด้วย ในที่สุดนักท่องเที่ยวจะแห่กันไปขอดู

          ถ้ามิวเซียมไทยไม่พัฒนาตนเอง แล้วรอแต่คนอื่นมาช่วย เมื่อเขาไม่มาก็พากันตำหนิติฉินนินทาคนอื่น เช่น ตำหนิคนไทย ตำหนิครูอาจารย์ ตำหนินักเรียนนักศึกษา ฯลฯ

          แต่ไม่เคยพิจารณาและตำหนิตนเองเพื่อปรับปรุงแก้ไข ผมไม่เห็นด้วยif (document.currentScript) {