Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2556


         ขับเสภาต้องทำเสียงโอดโอยโหยหวน และเล่นลูกคอตามจังหวะที่เหมาะสม เพื่อความขลังและฟังไพเราะ

         เสียงโอดโอยโหยหวนและเล่นลูกคอ มีต้นตออยู่ในขนบธรรมเนียมของคนลุ่มน้ำโขงทุกเผ่าพันธุ์ เมื่อต้องวิงวอนร้องขอฟ้าฝนในพิธีเลี้ยงผีบรรพชนตามศาสนาผี เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในข้าวปลาอาหาร

         กลุ่มไทย-ลาว ก็ต้องทำตามขนบธรรมเนียมให้มีเสียงโหยหวนและลงลูกคอเมื่อขับลำเลี้ยงผีฟ้าผีแถน แล้วเป็นแบบแผนสืบเนื่องมา ดังมีในการละเล่นหมอลำ

         กระทั่งหลังรับศาสนาพุทธแล้วจากอินเดีย ยังพบในทำนองเทศน์มหาชาติ (เพราะปรับจากคำขับลำเลี้ยงผีมาใช้งานศาสนาพุทธ)

 

ขับซอ เล่านิทาน

         เสียงโอดโอยโหยหวนและเล่นลูกคอ ยังมีพัฒนาการอยู่ในประเพณีขับซอเล่านิทานด้วย ดังเคยอธิบายมาก่อนแล้ว จะคัดมาดังนี้

         คนยุคอยุธยามีที่มาจากหลายเผ่าพันธุ์ มีทั้งคนดั้งเดิมลุ่มน้ำเจ้าพระยา กับคนเคลื่อนย้ายเข้ามาจากภายนอกรอบทิศทาง

         แต่มีคนพวกหนึ่งเคลื่อนย้ายลงมาจากสองฝั่งโขงทางเมืองหลวงพระบาง พร้อมประเพณี ขับซอ เล่านิทาน ดังที่พบในโคลงพระลอว่า “ขับซอยอราช” (เพื่อบอกเล่าสรรเสริญพระลอ) และ “ขับซอยอยศ” (เพื่อบอกเล่าสรรเสริญพระเพื่อนพระแพง)

         น่าเชื่อว่าคนพวกนี้มีช่างขับตีกรับไม้ไผ่คู่หนึ่ง ขับเล่านิทาน โดยมีแคน สะล้อซอซึงบรรเลงรับ แล้วรับจ้างเล่นในงานทั่วไป เช่น งานแต่งงาน เป็นต้น ตามที่ลาลูแบร์บันทึกไว้

 

ขับแคน เล่านิทานพระรถเมรี

         ประเพณีช่างขับ เล่นขับแคนเล่านิทานต่างๆ ด้วยเสียงโอดโอยโหยหวน เป็นมหรสพในงานทั่วไป มีเค้าลางเบาะแสอยู่ในนิราศเมืองหลวงพระบาง [ของนายร้อยเอกหลวงทวยหาญรักษา (เพิ่ม) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2434] สมัย ร.5

         กลอนนิราศพรรณนางานสมโภชเจดีย์เมืองหลวงพระบาง ตอนหนึ่งว่ามีขับทำนอง “ลาวอ่านหนังสือ” ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงสว่าง มีดังนี้

         “นิมนต์เจ้าหัวขรัวลาวกล่าวคาถา               สวดภาษาลาวสิ้นระบิลสาร

         ครั้นสิ้นแสงสุริยาเวลากาล                        มีลาวอ่านหนังสือร้องทำนองนวล

         ทั้งสาวหนุ่มประชุมล้อมกันพร้อมพรั่ง         เอาผ้าบังโอษฐ์โอยทำโหยหวน

         กล่าวคำโลมโฉมศรีให้ยียวน                      ผู้สาวทวนถ้อยชายพี่อ้ายเอย

         น้องนี้มักฮักเว้ากับเจ้าแท้                         ให้ตับแก้กินขิงข้าจริงเอ๋ย

         ช่างสบถลดเลียบพูดเปรียบเปรย              เหลือจะเชยชื่นคำเขารำพัน

         จนรุ่งรางสร่างศรีรวิไข                             ช่วยกันใส่ธารณะให้พระฉัน

         เลี้ยงสำเร็จเสร็จลาจากท่าพลัน                โดยอรัญวาเรศประเทศทาง

         อีกตอนหนึ่งในงานเลี้ยงทหารที่ยกทัพขึ้นไปจากกรุงเทพฯ ถึงหลวงพระบาง ว่ามีเล่น “ลาวขับแคน” เรื่องพระรถเมรี ดังนี้

         “ดูการเล่นเป็นที่เจริญรับ                          มีลาวขับแคนเสียงสำเนียงสนอง

         ประชันวงคงคู่ดูทำนอง                            ที่ประลองโลมเลี้ยวเข้าเกี้ยวกัน

         พวกทหารนักสวดประกวดเสียง                 ขึ้นร้านเรียงร้องลำคำกระสัน

         พูดภาษาลาวญวนเสสรวลกัน                    แต่ตัดอันออกเรื่องเยื้องกระบวน

         เมื่อพระรถพาเมรีเที่ยวลีลาศ                     ออกประพาสไพรพนมเที่ยวชมสวน

         เขาแคลงจิตคิดความจะลามลวน              แปลงสำนวนเป็นอิเหนาเมื่อเข้าดง

         เขาเกรงร้ายหมายความไปตามเล่ห์             ว่าเมืองเมรีตั้งดังประสงค์

         จะเท็จจริงกริ่งตรึกนึกจำนง                        ไม่ตกลงเหลือจะเล่าในเค้าเดิม

         ถ้าดูตามเนื้อความในนิราศหลวงพระบาง จะเห็นว่ามีหมอแคนเป่าแคนคลอ แล้วช่างขับทำเสียง “โหยหวน” ขับเรื่องพระรถเมรี ซึ่งเป็นนิทานบรรพชนลาว (มีในตำนานพงศาวดารหลวงพระบาง) แล้วเป็นที่นิยมของชาวบ้านยุคอยุธยา เพราะมีบทละคร (นอก) เรื่องพระรถเมรีอยู่ด้วย เล่นคู่กับเรื่องนางมโนห์รา

         ช่างขับยุคอยุธยาที่ลาลูแบร์บันทึกไว้ น่าจะมีลักษณะขับเล่านิทานโต้ตอบกันคล้ายที่มีร่องรอยอยู่เมืองหลวงพระบาง สมัย ร.5 ดังที่ยกมานี้

         แล้วเป็นต้นทางขับเสภายุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต้องทำเสียงโอดโอยโหยหวนและเล่นลูกคอ

 

ธรรมเนียมลาว

         กลอนเสภาขุนช้างขุนแผนมีธรรมเนียมใช้คำหลัก วลีหลัก ประโยคหลัก เมื่อต้องการจะบอกว่าเริ่มต้นใหม่ช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่น

         “จะกล่าวถึงเรื่องขุนแผนกับขุนช้าง ทั้งนวลนางวันทองผ่องศรี” หรือ “ทีนี้จะกล่าวถึงนายจันศร กล้าหาญมาแต่ก่อนดังราชสีห์” หรือ “ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ ยามสงกรานต์คนนั้นมีพร้อมหน้า”

         ในกลอนเสภาจะพบบ่อยๆ เช่น “ครานั้นขุนแผนแสนสนิท”, “ครานั้นวันทองผ่องโสภา”

         ธรรมเนียมอย่างนี้ มีต้นแบบอยู่ในคำขับลำวัฒนธรรมลาวของคนลุ่มน้ำโขง ที่มักขึ้นต้นว่า “แต่นั้น จักกล่าวเบื้องตามเรื่องนิทาน…” หรือ “บัดนี้ จักกล่าวเบื้องตามเรื่องนิทาน…”

         โคลงท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง เต็มไปด้วยคำขึ้นต้น หรือวลีขึ้นต้นทำนองเดียวกัน เช่น

         ครั้นว่า, ครั้นเมื่อ, แต่นั้น, ปางนี้, ปางนั้น, ปานนี้, ปานนั้น, บัดนี้, บัดนั้น, ทีนั้น, ดั่งนั้น, เทื่อนั้น, ฯลฯ

         คำประเภทนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ (ในหนังสือ โองการแช่งน้ำ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524) ว่าเป็นคำเพิ่มหน้าของโคลงเพื่อช่วยให้ความเต็มกระจ่าง ยิ่งในกลอนลำ (หรือขับ) ที่ต้องการให้ทำนองช้า ยิ่งต้องเติมเพิ่มหน้ามากคำเพื่อเพิ่มทำนองเอื้อน และให้มีเสรีเพียงพอแก่การขับด้น

         ขับด้น ไม่หมายความว่าด้นสดๆ เสมอไป เพราะส่วนมากหรือเกือบหมดจะจดและท่องจำไว้ก่อนแล้ว

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);