มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2556

 

          หนังสือเสภาขุนช้างขุนแผนที่พิมพ์เป็นเล่ม ไม่มีไว้ขับเสภาให้ฟังด้วยหู แต่มีไว้อ่านให้เห็นด้วยตา

          เสภาที่ขับด้นมักไม่มีลายลักษณ์อักษร เพราะท่องจำสืบกันมาปากต่อปาก นานเข้าก็หายหรือตายไปกับคนจำขับด้น แม้จะมีบางคนจดไว้บนสมุดต่างๆ ก็ถูกตัดทิ้งโดยผู้ชำระในสมัยหลัง

          เลยหาพยานไม่ค่อยได้ว่าก่อนเป็นกลอนเสภาเขาด้นกันมีเนื้อเด็ดๆ ยังไงบ้าง?

เสภาขับด้น

          หมอพูนพิศ อมาตยกุล ฝากซีดีมาให้ฟังขับด้น (ส่งวงปี่พาทย์ไม้แข็งกองทัพบก) เรื่องขุนช้างขุนแผน ทำนองลาวแพน โดย จ่าสิบเอกเลื่อน จันทรมาน

          คำขับด้นทำนองลาวแพนสำนวนนี้ พรรณนาความรู้สึกของพระเจ้าเชียงใหม่ที่ลงไปเฝ้าพระพันวษาในกรุงศรีอยุธยา เพื่อถวายนางสร้อยทองกับนางสร้อยฟ้า เมื่อเสร็จงานก็ลงเรือออกจากอยุธยากลับเชียงใหม่ ครั้นเรือผ่านไปทางเพนียดคล้องช้างที่ออกจากป่ามาติดซองเสาตะลุง ก็รำพึงว่าเหมือนตัวเองต้องจากบ้านจากเมืองมา

          จ่าสิบเอกเลื่อนขับด้นเสียงสูงออกสำเนียงลาวโหยหวน เหมือนจะเป็นต้นเค้าเสียงโหยหวนของขับเสภาตามแบบแผนราชสำนัก

          เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ ถอดคำขับด้นสั้นๆ ของจ่าสิบเอกเลื่อน (แต่อย่างยากเย็นแสนเข็ญ) มาให้อ่านดังนี้

          ขับด้นทำนองลาวแพน เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระเจ้าเชียงใหม่ครวญ โดย จ่าสิบเอกเลื่อน จันทรมาน (พ.ศ. 2448-2505)

          โอ๊ย น้ำขึ้นเชี่ยว กรรเชียงก็ตี                       ป่านฉะนี้ลูกน้อยจะคอยเบิ่งหาพ่อ

          ถอยหลังยังพิจิตรคิดรีรอ                            โอ๋ย ท้อใจเปลี่ยนใจ คาตาย

          โอ๊ย น้ำขึ้นเชี่ยวอยู่คว้างคว้าง                     ถึงเพนียดคล้องช้างหทัยหาย

          สุ่มซ้อน ซุ่มซ่อนซองสาว เสี่ยงหลาย             เหมือนพลายงามตามโขงมาหลงซอง

          (เออเอ้อเออเอ๋ย)

          เอาหัวพาดงาเหงากับเสาตะลุง                  สองตาเบิ่ง เบิ่ง เบิ่ง พี่ย่างตั้งตามอง

          น้ำตาอาบหน้า น้ำตาเนืองนอง                   ยืนมองอยู่แต่ตัว มัวหางตา

          (เออเอ้อเออเอ๋ย)

          เหมือนตัวเราอยู่เวียงเชียงใหม่นั่น                สารพันทหารออกชาญกล้า

          สมบัติพัสถานออกลานตา                         เอ๋ยยังบ่มีใครมา มาดูแคลน

          (อ้ายเพื่อนเอ๋ย อ้ายเพื่อนเอย)

กลอนเสภา

          คำขับด้นทำนองลาวแพนจากจ่าสิบเอกเลื่อน เป็นตอนเดียวกับกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนฉบับหอสมุดฯ ตอนถวายนางสร้อยทองสร้อยฟ้า ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ชำระ

          จะคัดตัดมาเฉพาะตอนผ่านเพนียดแล้วคร่ำคราญมาเทียบกัน ดังนี้

          เรือตามน้ำขึ้นมาคว้างคว้าง                      ถึงเพนียดคล้องช้างก็ใจหาย

          เห็นช้างผูกเสาเคียงอยู่เรียงราย                  โอ้ช้างพลายตามโขลงมาหลงซอง

          งวงพาดงาเหงากับเสาตะลุง                      ตาจะมุ่งดูอะไรเมื่อใจหมอง

          น้ำตาซาบอาบหน้าอยู่เนืองนอง                  ทั้งสองข้างมีงาไม่กล้าแทง

          ช้างเอ๋ยเคยกล้าอยู่กลางเถื่อน                   ไม่กลัวเพื่อนแล่นไล่ด้วยใจแข็ง

          ความทะนงหลงตัวว่าเรี่ยวแรง                   ถูกเขาแกล้งปกพาเอามาคล้อง

          ด้วยความรักนางพังกำบังตา                     ติดโขลงตามมาได้คล่องคล่อง

          เพราะตัณหาพาหลงตรงเข้าซอง                 จึงมาต้องผูกมัดอยู่อัตรา

เสภาด้น ถึงกลอนเสภา

          ยืนยันไม่ได้ว่าระหว่างคำขับทำนองลาวแพนกับกลอนเสภา อย่างไหนแต่งก่อนแต่งหลัง

          แต่เป็นร่องรอยให้เห็น ว่าเสภาด้นมีเป็นช่วงสั้นๆ สำคัญๆ เอาไว้ฟัง ดังตัวอย่างคำขับทำนองลาวแพนจากจ่าสิบเอกเลื่อน ส่วนกลอนเสภาแต่งขยายยืดยาวเอาไว้อ่าน

          ยังมีตัวอย่างคำขับทำนองลาวแพนอีกชุดหนึ่ง คุณเสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ จดมาให้ ไม่รู้ว่าเนื้อหาเกี่ยวข้องกับลาวครั้งไหน จะคัดมาพิมพ์ไว้ให้แพร่หลาย ดังนี้

          ขับด้นทำนองลาวแพน โดย นางละเมียด ทับสุข (พ.ศ. 2463-3 เมษายน 2555)

         มาถึงบ้านลาวเข้า เห็นลูกสาวลาวยืน ล้วนแต่พื้นนุ่งถุงมุ่งตาดู

          ผมเผ้าปกไหล่ ปกไหล่ใส่ต่างหู นางคนนั้นรุ่นสาวขาวน่าเอ็นดู

          ดูเหมือนลูกน้อยกู รักเจ้าสร้อยฟ้าเอย เอวกลมหวีผมสมดวงหน้า

          แลไปก็มิใช่พระลูกยา ส่งภาษากลายเป็นมอญ อ่อนอกเสียจริงจริง

 

คำร้องเพลงเถา เริ่มจากขุนช้างขุนแผน

          เสภาขับด้น (ปากเปล่า) มีก่อนเสภากลอนอ่าน (เป็นลายลักษณ์อักษรเขียนบนสมุด)

          เสภากลอนอ่านยุคแรกๆ เลือกแต่งเป็นช่วงๆ สั้นๆ เฉพาะตอนสำคัญๆ ที่สะเทือนใจ (ดังตัวอย่างยกมา) ยังไม่แต่งยืดยาวพรรณนาเยิ่นเย้อเป็นตอนๆ อย่างที่พิม์เป็นเล่มแพร่หลายทุกวันนี้

          ทั้งนี้ เพราะเสภากลอนอ่านมิได้จงใจแต่งเอาไว้อ่าน แต่หมายใจเอาไว้ร้องส่งปี่พาทย์ ซึ่งมีพัฒนาการมาด้วยกันกับขับเสภา ดังกลอนไหว้ครู ว่า

          เมื่อครั้งพระจอมนรินทร์แผ่นดินลับ    เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่

          มาเมื่อพระองค์ทรงชัย                    ก็เกิดคนดีในอยุธยา

          ตรงนี้เองเป็นเหตุให้เพลงเถาของวงมโหรีปี่พาทย์เครื่องสายมีคำร้องมากที่สุดจากขุนช้างขุนแผน เพราะมีรากจากเสภาขับ

          หลังจากนั้นถึงไปตัดคัดเอาคำร้องจากนิทานเรื่องอื่นๆ เช่น อิเหนา, ราม เกียรติ์, พระอภัยมณี, ฯลฯ

          เมื่อแต่งเสภากลอนอ่านทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ไม่ทิ้งคำร้องที่เคยใช้ร้องส่งปี่พาทย์ ดังจะพบว่ากลอนเสภาบางตอนไม่ได้มีสำนวนเดียว และแม้จะมีสำนวนต่างช่วงอื่นๆ แต่เมื่อถึงช่วงสำคัญที่เคยร้องส่งจะไม่ต่าง

}