มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2556

 

          กลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ไม่เคยพบตัวเขียนแต่งยุคอยุธยา แต่ที่พบล้วนเป็นตัวเขียนแต่งขึ้นยุค ร.3 รัตนโกสินทร์และยุคหลังจากนั้นลงมา

          ที่พิมพ์เป็นเล่มแพร่หลายทุกวันนี้ เป็นกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนฉบับที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพชำระ แล้วเขียนตำนานเสภาและคำอธิบายเมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2460-61 (หลังจากนั้นมีพิมพ์แจกและพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. 2482 และ พ.ศ. 2486 ตามลำดับ)

          เสภาขุนช้างขุนแผนที่ผมใช้งาน เป็นเล่มถ่ายสำเนา (จากเล่มจริงของครูแจ้ง คล้ายสีทอง) ฉบับพิมพ์โดยคุรุสภา พ.ศ. 2505 (มี 992+ หน้า) เฉพาะตำนานเสภาและคำอธิบายลงเลขหน้าใส่วงเล็บเหลี่ยมไว้ [1] – [42]

 

ตัวเขียนเก่าสุดสมัย ร.3

          ต้นฉบับตัวเขียนกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนเก่าสุด อยู่สมัยรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน ร.3

          เท่าที่มีฉบับตัวเขียนเก็บไว้ในหอสมุดฯ ไม่มีต้นฉบับกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนยุคอยุธยา เพราะยังไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และยังไม่พบหลักฐานว่าแต่งเป็นกลอนเสภา มีแต่รู้กันว่าเป็นกลอนด้นคำขับแบบลุ่มน้ำโขง ต่อมาเป็นกลอนด้นหัวเดียวแบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 

แต่งสมัย ร.3, 4

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกไว้ในตำนานเสภา ดังนี้

          บทเสภาที่เอาร้อยต่อเป็นเรื่องเดียวกัน “มีหลักฐานที่รู้ได้ว่าเพิ่งเอามารวมกันในชั้นหลังเมื่อราวรัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์นี้” (น. [12])

          เสภาที่เรียกกันว่าสำนวนเก่าก็ไม่ใช่ครั้งกรุงเก่า ทรงบอกว่า “เชื่อได้ว่าเป็นของที่มาคิดแต่งขึ้นใหม่ในกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งนั้น” (น. [13])

          ที่ว่าเสภาจะรวมครบแต่งใน ร.3 มีเหตุผลหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งคือลายมือเขียนเมื่อตรวจสมุดไทยราว 200 เล่ม “ลายมือเขียนไม่พบฝีมือเก่าถึงเขียนในรัชกาลที่ 2 เลยสักเล่มเดียว ฉบับเก่าที่สุดมีเพียงฝีมืออาลักษณ์ในรัชกาลที่ 3”

          “ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าการรวบรวมหนังสือเสภาเข้าติดต่อเป็นเรื่อง เห็นจะรวมมาแต่เมื่อในรัชกาลที่ 3 ที่ว่านี้ประมาณเป็นอย่างสูง อาจจะมารวมต่อเมื่อในต้นรัชกาลที่ 4 ก็เป็นได้” (น. [25])

          สมเด็จฯ จึงสรุปว่า “บทเสภาสำนวนหลวงนับว่าบริบูรณ์เมื่อในรัชกาลที่ 3 แต่งขึ้นแทนบทเดิมเกือบจะตลอดเรื่องขุนช้างขุนแผน” (น. [24]) “บทเดิม” ในที่นี้ควรหมายถึงเสภาที่เป็นคำขับด้นแบบลุ่มน้ำโขง และ/หรือลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          สมัย ร.3 เมื่อมีบทเสภาสำนวนหลวงบริบูรณ์แล้ว แต่เป็นช่วงๆ ตอนๆ ยังไม่ร้อยต่อกันตั้งแต่ต้นจนจบ “เห็นจะมีเจ้านายพระองค์ใดพระองค์ 1 หรือขุนนางผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง ที่เล่นเสภาและปี่พาทย์เมื่อในรัชกาลที่ 3 คิดอ่านให้รวบรวมบทเสภาเข้าเรียบเรียงเป็นเรื่องติดต่อกันอย่างฉบับที่เราได้อ่านกันในทุกวันนี้”  (น. [24])

 

แรกแต่งเป็นกลอนเสภา

          เมื่อแรกจะแต่งเป็นกลอนเสภาก็เลือกแต่งเป็นช่วงๆ สำคัญๆ สั้นๆ ก่อน ยังไม่แต่งยาวเป็นตอน ครั้นนานไปจึงแต่งเป็นตอนๆ แต่ยังไม่ร้อยต่อกัน

          “เสภาเดิมคงเป็นกลอนแต่ที่สำคัญเป็นช่วงๆ” สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อธิบาย (ในสาส์นสมเด็จ ฉบับ 3 สิงหาคม 2460) “แล้วคนว่ากลอนเชี่ยวชาญหนักเข้าก็เลยด้นเป็นกลอนเสียทั้งเรื่อง เช่น เพลงดอกสร้อย และสักวา ที่สุดจนละครแต่ก่อนก็ด้น อ้ายโนรายังด้นอยู่จนทุกวันนี้”

 

ด้นสดไม่ได้ ก็แต่งก่อน แล้วท่องไปขับ

          คนเสภาที่ด้นกลอนเสภาสดไม่ได้ แต่อยากเอาดีทางขับเสภา ก็คิดจำกลอนเสภาแห้งแต่งไว้ก่อน แล้วท่องไปว่าปากเปล่าเพื่ออวดคนอื่นว่าเป็นของสดๆ ก็มีนับเป็นจุดเริ่มหนังสือเสภา สมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศ บอกไว้ว่า

          “อ้ายที่เข้าสู่หนังสือนั้น เพราะคนเขลาด้นไม่ไหว แต่มีความทะยานอยากอยู่ที่จะดีในทางนั้นบ้าง จึงนอนคิดจดกลอนที่คิดได้ลงเป็นหนังสือ แล้วกลับท่องอีกทีหนึ่ง ไปว่าปากเปล่าอวดเขาเพื่อให้ทันคนที่ด้นแข็ง จึงเกิดมีหนังสือขึ้น”

          นับแต่นั้นคนเสภาที่ด้นและแต่งเองไม่ได้ ก็จ้างวานคนชำนาญแต่งให้ เกิดอาชีพรับจ้างแต่งเสภา

          “ครั้นมีหนังสือขึ้น คนที่ไม่ใช่คนร้องคนขับได้อ่าน ที่มีปัญญากว่าเห็นว่ามันโทรมเต็มทีก็เลยช่วยแก้แต่งให้ใหม่ คนจะขับจะว่าก็ดีใจท่องไปขับร้อง จึงเกิดจ้างวานกันแต่งขึ้น”

          ในที่สุดก็มีขับด้นเสภา และขับอ่านหนังสือที่คนอื่นแต่งไว้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศ บอกว่า

          “ภายหลังรู้กันทั่วแล้วว่าที่ร้องที่ขับกันนั้นเป็นเครื่องแห้ง ก็เลยละความปกปิด เอาหนังสือไปอ่านกันเอาดื้อๆ จึงเกิดเป็นสองอย่างขึ้น คือ ว่าด้นอย่างหนึ่ง อ่านหนังสืออย่างหนึ่ง แล้วแต่ความสามารถของคน”

 

ทำนองเสภา

          ทำนองขับเสภาเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นจากฉันทลักษณ์ร้อยกรองนั้นๆ ต่างๆ ไป สมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศ บอกว่า         

          “ที่เป็นทำนองนั้นเป็นธรรมดาที่จะประดิษฐ์ให้เพราะ ถ้ายิ่งเป็นร่ายเป็นกลอนเป็นฉันท์ มีเล่นอักษร มีสัมผัส มีครุลหุเป็นของประณีต ทำนองก็ประณีตขึ้นไปตามส่วน”

          “จนคำพูดเฉยๆ ก็ยังต้องเป็นทำนอง เช่น เทศน์ธรรมวัตร เล่านิทานก็ต้องจัดว่าเป็นทำนองเหมือนกัน คือทำเสียงเล็กเสียงใหญ่ หนักเบา ออด กระโชก ให้สมกับท้องเรื่อง เพื่อให้จับใจคนฟังทั้งสิ้นด้วยกัน

          “เสภาที่ว่ากันก็หลายทำนอง ว่าเป็นทำนองนิดหน่อยเอาแต่เสียงหนักเบาให้สมบทก็มี ที่ว่าเป็นพื้นเฉยๆ ไปก็มี ที่ว่าทำนองแหบหวนครวญครั่นไปมากก็มีที่ยักย้ายเป็นทำนองมอญเม็งอะไรไปก็มี——–”

          เสภาไทยถึงท้ายที่สุดก็เป็นเครื่องเล่นจำแนกไปตามสำเนียงของเครือญาติชาติภาษาที่คุ้นเคย เช่น เสภาลาว, เสภามอญ

          แต่ว่าโดยรากเหง้าทำนองขับเสภาแล้ว มาจากช่างขับและหมอลำสองฝั่งโขง

} else {