มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2556

          ปี่พาทย์ดั้งเดิมเริ่มแรกไม่ได้ทำรับร้อง เพราะเป็นเครื่องประโคมในพิธีกรรมเท่านั้น

          ปี่พาทย์เพิ่งทำรับร้องในยุคต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อหลัง ร.2 แล้วมีพัฒนาการสำเร็จสมบูรณ์ มีประจักษ์พยานจริงๆ เมื่อ ร.4 โดยไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งบันดาลให้มีขึ้นตามที่เคยเชื่อถือกันมาก่อน

ปี่พาทย์เสภาของคนชั้นสูง

          คนชั้นสูงยุคต้นรัตนโกสินทร์สมัย ร.4 ได้แก่ เจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ เรียกโดยรวมว่าพวกกระฎุมพี ต่างมีวงดนตรีเป็นส่วนตัวในรั้ววังและในรั้วบ้านของตน เลียนแบบวงดนตรีกับวงมโหรีของพระเจ้าแผ่นดิน (ของหลวง) ที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ก่อนยุคอยุธยา

          ในที่สุดก็มีพัฒนาการก้าวหน้ากว่าของหลวง เมื่อเป็นวงดนตรีที่เรียกกันภายหลังว่า ปี่พาทย์เสภา

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าเรื่องไว้ในหนังสือประชุมบทมโหรี (รวมพิมพ์ครั้งแรก จำหน่ายในงานฤดูหนาว ณ สวนจิตรลดา พ.ศ. 2463 หน้า 21-25) ต่อไปนี้

          “กรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 มาจนรัชกาลที่ 3 เจ้านายแลข้าราชการผู้ใหญ่ก็มีมโหรีกันโดยมาก—————”

          “เข้าใจว่าการเล่นมโหรีมาจับเสื่อมซาลงตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ด้วยพระราชทานอนุญาตให้ใครๆ มีลครผู้หญิงได้ตามชอบใจไม่ห้ามปรามดังแต่ก่อน ผู้ที่มีสัตรีเปนบริวารไปหัดเปนลครผู้หญิงเสียโดยมาก

          เมื่อมีลครผู้หญิงขึ้นแทนลครผู้ชาย การที่ฝึกหัดผู้ชายเปนโขนลครอย่างแต่ก่อน ก็เปลี่ยนไปเปนหัดเปนปี่พาทย์ เกิดการนิยมเล่นปี่พาทย์เครื่องใหญ่รับเสภากันขึ้นแทนมโหรี มโหรีผู้หญิงก็เสื่อมทราม————–”

มโหรีเครื่องสาย

          เมื่อมโหรีผู้หญิงเสื่อมไป ก็มีมโหรีผู้ชายมาแทน สมเด็จฯ ทรงเล่าว่า

          “มโหรีอีกอย่างหนึ่งเปนของผู้ชายเล่น เกิดขึ้นแทนโหรีผู้หญิง คือที่เรียกว่า ‘มโหรีเครื่องสาย’ กล่าวกันว่าเริ่มมีขึ้นแต่ในรัชกาลที่ 3

          เดิมเปนแต่มีผู้เอาเครื่องดนตรีแปลกๆ เช่นซอสองสายอย่างจีน มาเล่นดนตรีไทย ต่อมาจึงคิดเล่นประสมวงกัน มีซอด้วง ซออู้ จะเข้ ปี่อ้อ ทำเข้ากับกลองแขกเรียกว่า ‘กลองแขกเครื่องใหญ่’

          ครั้นมีคนชอบจึงแปลงมาเปนมโหรี โดยเอาเครื่องมโหรีเดิมมาประสม ใช้โทนรำมนาขลุ่ยแทนกลองแขกแลปี่อ้อ บางทีก็มีระนาดแลฆ้องวงเพิ่มเข้าด้วย จึงเรียกกันว่ามโหรีเครื่องสาย ซึ่งเล่นอยู่เปนพื้นในทุกวันนี้

          กระบวรร้องของมโหรีเครื่องสายไปเอาอย่างปี่พาทย์เครื่องใหญ่ใช้ส่งลำนำอย่างเสภาเสียเปนพื้น บทแลกระบวรขับร้องอย่างมโหรีเดิมก็เสื่อมสูญไปทุกที”

วงปี่พาทย์เสภาส่วนตัว

          ปี่พาทย์เสภา (ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ รับเสภา) ยุค ร.4 เป็นที่นิยมแพร่หลายของกลุ่มคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ จึงมีวงปี่พาทย์เสภาส่วนตัวไม่น้อยกว่า 13 วง เมื่อ พ.ศ. 2399 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกเป็นเชิงอรรถบอกชื่อเจ้าของวง ดังนี้

          “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว วง 1 กรมกลวงเทเวศรวัชรินทร์ วง 1 กรมหลวงสรรพศิลปปรีชา วง 1 กรมหลวงวงศาธิราชสนิท วง 1 สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา วง 1 กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ วง 1 หม่อมเจ้าประเสริฐศักดิ์ วง 1 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ วง 1 เจ้าพระยายมราช วง 1  พระยามนตรีสุริยวงศ์ วง 1 พระยาเสนาภูเบศร์ วง 1 พระยาสุรินทรราชเสนี วง 1 เจ้าหมื่นสรรพเพธภักดี    วง 1 รวมทั้งสิ้น 13 วงด้วยกัน”

แสดงตนเหนือคนทั่วไป

          ปี่พาทย์เสภา มีพัฒนาการเป็นปี่พาทย์รับร้อง (เพลงเถา) ถือเป็นแบบฉบับของดนตรีไทยสืบมาจนทุกวันนี้         

          โดยมีขึ้นจากกลุ่มผู้ดีกระฎุมพี ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อแสดงตนว่ามีรสนิยมเหนือกว่าคนทั่วไป แล้วทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสสนองงานใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน (ซึ่งหมายถึงจะได้ผลประโยชน์ตามมาภายหลัง)

          ผลที่ตามมาด้วยก็คือครูปี่พาทย์ (หรือครูมโหรี) ที่เป็นนักแต่งทำนอง (คีตกวี) ได้รับการยกย่องให้มีฐานะทางสังคมสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน

          ครูมโหรีปี่พาทย์อยู่ดีกินดีในรั้ววังของเจ้านาย และในรั้วบ้านของขุนนางมีอำนาจ จึงแต่งทำนองเพลงใหม่ๆ เอาใจเฉพาะกลุ่มผู้เสพงานของตน ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นสูงขนาดเล็กๆ มีไม่มากนัก อยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น

          ส่วนชาวบ้านทั่วไปที่อยู่ชานกรุงเทพฯ หรือนอกออกไปไม่รู้จัก ถึงรู้จักก็ไม่ชอบฟัง เพราะไม่รู้เรื่อง และยืดยาดน่ารำคาญ

          ทำนองเพลงใหม่ๆ ไม่คุ้นหู จึงต้องบรรเลงซ้ำท่อนละ 2 เที่ยว เพื่อให้ดูการบรรเลงและฟังทำนองเข้าใจราบรื่น ขณะเดียวกันก็อวดลีลาการบรรเลงเพิ่มอีกเมื่อต้องบรรเลงซ้ำ (เรียกกันว่า ทางเปลี่ยน)

          (แนวคิดหลายอย่างได้จากอ่านต้นฉบับข้อเขียนเรื่อง นักแต่งเพลงสมัยใหม่ ไม่ใส่ใจผู้ฟัง จริงหรือ? ของ อติภพ ภัทรเดชไพศาล ที่แปลเก็บความจากบทความของ Tia DeNora เรื่อง Musical Patronage and Social Change in Beethoven’s Vienna พิมพ์ใน The American Journal of Sociology, Vol. 97, No. 2)

แสวงหาสิ่งแปลกใหม่

          เหล่านี้ทำให้บรรดาผู้ดีคนชั้นสูงต่างแสวงหาความแปลกใหม่เป็นเครื่องเล่นมาอวดกัน ครูมนตรี ตราโมท เขียนเล่าไว้ในหนังสือลักษณะไทย (ของธนาคารกรุงเทพ) ว่า

          “ในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นรัชกาลที่วงปี่พาทย์เจริญมาก เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ ต่างมีวงปี่พาทย์ประจำวังประจำบ้าน มีครูบาอาจารย์ผู้สามารถควบคุมปรับปรุงวง

          พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว——-ทรงมีวงปี่พาทย์วงหนึ่งเป็นวงที่มีฝีมือและมีความสามารถมาก————

          มีเครื่องราชบรรณาการอยู่สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัยมาก คือ นาฬิกาตั้งโต๊ะ นาฬิกาเรือนนี้เมื่อถึงชั่วโมงก็จะตีเป็นเพลง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปิดออกดูก็ทอดพระเนตรเห็นกลไลข้างในซึ่งมีลวดเหล็กเล็กๆ            สั้นบ้าง ยาวบ้าง ปักเรียงกันถี่ๆ คล้ายหวีเป็นวงกลม ตรงกลางนั้นมีแกนหมุน และมีเหล็กเขี่ยเส้นลวดเหล็กเหล่านั้นผ่านไปโดยรอบ จึงได้ทรงเรียกว่า ‘นาฬิกาเขี่ยหวี’

          การที่ได้ทอดพระเนตรเห็นภายในของนาฬิกาเรือนนี้จึงได้ทรงพระดำริว่า ลวดเหล็กเล็กๆ เพียงนี้ ยังมีกังวานดังได้ถึงเพียงนี้ ถ้าทำเป็นระนาดคงจะดังไพเราะขึ้นมาก

          จึงได้ทรงสร้างลูกระนาดขึ้นชุดหนึ่งมีเสียงต่ำวางบนราง เรียกว่า ‘ระนาดทุ้มเหล็ก’ เมื่อทรงสร้างสำเร็จแล้วลองตีดูก็ได้ผลสมดังพระราชประสงค์ แล้วจึงทรงสร้างขึ้นอีกรางหนึ่งเล็กกว่าและมีเสียงสูงกว่าเรียกว่า ‘ระนาดเอกเหล็ก’ เพิ่มเข้าในวงปี่พาทย์ทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งระนาดทุ้มเหล็กและระนาดเอกเหล็ก เรียกวงปี่พาทย์วงนี้ว่า ‘วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่’ ซึ่งก็ได้ใช้มาจนปัจจุบันนี้”

          เริ่มต้นจากเครื่องเล่นๆ ทำไว้อวดกัน เมื่อนานเข้าก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงความเป็นไทยแท้สืบจนปัจจุบัน