มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2556

 

ดราม่าจราจรไทย

           ยกรถแทนล็อคล้อ บนถนน 10 สายหลักใน กทม. ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป

           ตำรวจจราจรประกาศทำจริงตาม“นโยบายปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายจราจรเคร่งครัดเด็ดขาด”

           แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะทำต่อเนื่องตลอดไป คงเป็นได้แค่“ดราม่าจราจรไทย” ชั่วครั้งชั่วคราวตามประเพณี อีกไม่นานก็ลืม แล้วเลิกราไปเหมือนเรื่องอื่นๆที่เคยเป็นมาบ่อยๆ

           เพราะการจราจรในไทยที่โกลาหล เป็นผลจากโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของไทย ที่เลื่อมใสในวัฒนธรรมอำนาจ แสวงหาอภิสิทธิ์เพื่อเอาเปรียบคนอื่น

           จึงไม่เคารพกฎ กติกา มารยาท แล้วใช้อำนาจล้มได้ ดังปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมาจนชาชิน เพื่อล้มประชาธิปไตย

           ยกรถแทนล็อคล้อ ก็แค่ดราม่าโรยหน้าเท่านั้น ไม่ต้องทำตื่นเต้นเร้าใจ อีกไม่นานก็มีอะไรสักอย่างมาล็อคคอตำรวจจราจรให้ยกเลิกเองแหละ

 

รถยนต์คันแรกใน กทม.

รถยนต์คันแรกใน กทม. และในไทยสมัย ร.5 มีบอกในหนังสือ 50 สิ่งแรกในเมืองไทย โดย นันทลักษณ์ คีรีมา (เอนก นาวิกมูล บรรณาธิการวิชาการ) เป็นหนังสือประเภท“เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านด้วย” จะคัดมาให้รู้ดังนี้

           หน้าตารถคันแรก ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำเราเข้ามาในเมืองไทย แต่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นชาวต่างชาติ และในหนังสือสาส์นสมเด็จได้กล่าวไว้ว่า “รถคันแรกในเมืองไทย รูปร่างคล้ายรถบดถนน ล้อยางตัน หลังคาเป็นปะรำ มีที่นั่งสองแถว ใช้น้ำมันปิโตรเลียม ไฟหน้าลักษณะคล้ายเตาฟู่”

           เจ้าของตัวจริง บรรพบุรุษของเรา (รถคันแรก) ถูกขายต่อให้กับจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) แต่ท่านยังใช้ไม่เป็น จึงมอบให้พระยาอนุทูตวาที (เข็ม แสง-ชูโต) ผู้เป็นน้องชายไปขับแทน เพราะเคยไปทำงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษมาก่อน

 

ชุมชนป้อมมหากาฬ

           “ชานกำแพงพระนครของกรุงเทพฯ ใช้ป้องกันข้าศึกเมื่อมีศึกสงคราม จึงไม่ให้มีบ้านเรือนราษฎร”

           นี่เป็นเหตุผลที่กรรมการเกาะกรุง(รัตนโกสินทร์)คนหนึ่งอ้างประวัติศาสตร์ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ช่อง Thai PBS เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2556 เพื่อขับไล่ชาวบ้านชุมชนป้อมมหากาฬ กรุงเทพฯ (ถนนมหาชัย ต่อถนนราชดำเนินใน ตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ)

           คำอธิบายของกรรมการเกาะกรุงคนนี้เป็นจริงได้ ถ้าเมืองนั้นไม่มีคน ไม่มีไพร่บ้านพลเมือง หรือเป็นเมืองในฉากละครใน ละครนอก ที่โรงละครแห่งชาติ

           แต่ตราบใดเมืองมีคน มีไพร่บ้านพลเมือง ตราบนั้นชานกำแพงพระนครจะมีสิ่งก่อสร้างทางสังคมธรรมชาติ

           มีหลักฐานอยู่ที่ชานกำแพงพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ระหว่างกำแพงอิฐกับฝั่งแม่น้ำ บางแห่งกว้าง แต่บางแห่งแคบ ตรงไหนพื้นที่กว้าง จะมีสิ่งก่อสร้างอยู่ด้วย ทั้งที่เป็นทางการและไม่ทางการ มีบอกในคำให้การขุนหลวงหาวัดฯ

           ที่เป็นทางการ เช่น อู่ต่อเรือ มี 4 อู่ อยู่ทางประตูไชย 2 อู่ กับทางป่าตอง 2 อู่

           ที่ไม่ทางการ คือ บ้านเรือนราษฎรเป็นเรือนเครื่องผูก ทำด้วยไม้ไผ่ ไม่ถาวร บางแห่งมีแพอยู่ริมฝั่งน้ำจอดซ้อนกันหนาแน่นด้วย บางทีเป็นท่าเรือ เป็นตลาดน้ำ

           เมื่อทัพอังวะหรือหงสาวดีมาล้อมอยุธยา บรรดาผู้คนชานกำแพงพระนครก็หลบเข้าไปอยู่ในเมือง หรือหนีจากเมืองไปอยู่ไกลๆให้พ้นศึก บางทีก็สมัครใจไปเข้าเป็นพวกข้าศึก ดังมีในเอกสารและคำบอกเล่าอยู่มากมาย

           แต่กรุงเทพฯเคยมีศึกมาประชิดถึงชานกำแพงพระนครหรือ? ใครรู้บ้าง?

           ถ้าจะมีก็แต่ยุคนี้ที่พวกกระฎุมพีใหม่พยายามขับไล่ชุมชนประวัติศาสตร์นี่แหละกระมัง?document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);