มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2556

ราชการไทยวางอำนาจทางวัฒนธรรม

          สำนึกทางอำนาจในระบบราชการไทย แสดงออกด้วยการร่างกฎหมายว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ผมขอพึ่งพาอาศัยข้อเขียนของคำ ผกา มาแบ่งปันเผยแพร่ต่อดังนี้

          “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” มีนิยามที่ยูเนสโกกำหนดไว้คือ

          “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้หมายถึง วิถีปฏิบัติ, การนำเสนอ, การแสดงออก, ความรู้, ทักษะ-เครื่องไม้เครื่องมือ, วัตถุสิ่งของ, สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับชุมชน หรือปัจเจกบุคคลในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขา, ได้รับการส่งทอดจากรุ่นต่อรุ่น, มีการสร้าง-ทำขึ้นมาใหม่-การทำใหม่นี้เป็นกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม, ปฏิกิริยาตอบสนองต่อธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของพวกเขา คือสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงอัตลักษณ์ตัวตนของตัวเอง ดังนั้น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพลังสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ…”

          http://en.wikipedia.org/wiki/Intangible_cultural_heritage

          “ส่วนนิยามของกระทรวงวัฒนธรรมที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ฉันได้พยายามหานิยามของมันใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ หาไม่เจอนอกจากการกำหนดว่า—–”

          “ตามความหมายของกระทรวงวัฒนธรรมก็ถือว่าใกล้เคียงกับที่ยูเนสโกกำหนด แต่จุดสำคัญที่สุดที่กระทรวงวัฒนธรรมละเลยไปโดยสิ้นเชิงและสำหรับฉันมันคือคีย์เวิร์ด หรือหัวใจของวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

          นั่นคือคำว่า ‘ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม, ประวัติศาสตร์ของผู้คน ชุมชน’ และ ‘สนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพลังสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ’

          นั่นแปลว่าหัวใจของวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้คือ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ เพราะมันเปลี่ยนแปลง เพราะมันคลุมเครือ เพราะมันเลื่อนไหล เพราะมันตอบสนองต่อ ‘สิ่งแวดล้อม’ และ ‘ประวัติศาสตร์’, ‘ประสบการณ์’ ของมนุษย์-มันจึงเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ และ/หรือ จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน-มันจึงเป็นสิ่งที่ intangible”

          (เปลี้ยใจ ของ คำ ผกา ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 18-24 ตุลาคม 2556 หน้า 88-89)

          ขอแนะนำให้ผู้ต้องการความบันเทิงเรื่องวัฒนธรรมของราชการไทยไปอ่าน คำ ผกา ฉบับเต็มในสุดสัปดาห์

เน่าแล้วอร่อย เป็นวัฒนธรรมร่วมของอาเซียน

          เน่าแล้วอร่อย เป็นวัฒนธรรมร่วมของบรรพชนคนอุษาคเนย์ ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เช่น

          ปลาร้า, ปลาฮอก, ปลาแดก, ปลาเค็ม, น้ำปลา, น้ำบูดู, กะปิ, ถั่วเน่า, ฯลฯ และของหมักดองทุกอย่าง

          ทั้งหมดจึงไม่ใช่วัฒนธรรมโดยเฉพาะของกลุ่มใด ไม่ใช่ของมอญ, ไม่ใช่ของเขมร ฯลฯ แต่เป็นของทุกชาติพันธุ์อุษาคเนย์

          หนังสือโอชาอาเซียน รู้จักเพื่อนบ้านผ่าน 45 อาหารจานเด็ดแห่งครัวอาเซียน ของ นันทนา ปรมานุศิษฏ์ (เล่มละ 300 บาท) ทำให้รู้คำเรียกอาหารในวัฒนธรรมเน่าแล้วอร่อยมากขึ้น

          ปลาร้า ที่ไทยรู้จักกันดีแล้วหลงว่าเป็นคำไทยแท้นี้เป็นคำเขมรทั้งดุ้น เพราะบรรพชนไทยสายหนึ่งเป็นเขมรลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีละโว้(ลพบุรี)เป็นศูนย์กลาง แล้วมีพัฒนาการเป็นกรุงศรีอยุธยา ใช้ภาษาเขมรปนลาวปนมอญ แล้วเรียกว่าภาษาไทย

          แต่ในกัมพูชาเรียกปลาร้าว่าปลาฮอก คุณนันทนาบอกให้รู้เพิ่มขึ้นว่าปลาร้าในอาเซียนอื่นๆ เช่น

          ฟิลิปปินส์เรียกว่า “บากูง” เวียดนามเรียกว่า “มั้ม” มาเลเซียเรียกว่า “เปกาซัม” อินโดนีเซียเรียกว่า “บากาแซ็ง”

          ตรงนี้น่าศึกษาเพิ่มอีก แต่ผมยังคิดไม่ออกว่าอะไร?

          กระทะเหล็กจากจีนเข้าถึงอยุธยาราวหลัง พ.ศ. 1900 พร้อมผักต่างๆ เช่น คะน้า ฯลฯ ผมเห็นร่องรอยว่ามากับกองเรือของเจิ้งเหอ ส่งผลให้อาหารของคนไทยในอยุธยาเปลี่ยนไป แล้วเป็นต้นแบบถึงอาหารไทยสมัยหลัง สืบจนทุกวันนี้

          ปัญหาอยู่ที่ไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม เลยยังไม่มีประวัติศาสตร์อาหารการกินd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);