มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 16 ตุลาคม 2556

 

ผู้คนบนเส้นพรมแดนเขาพระวิหาร

           ทำใจ เตรียมรับคำตัดสินศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร ต้องอ่านหนังสือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมของคนหลากหลายเผ่าพันธุ์บนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีไทยอยู่ด้วย

          

           ประวัติศาสตร์ผู้คนบนเส้นพรมแดนเขาพระวิหาร ของ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2556 (260 บาท)

           (ปรับปรุงจากงานวิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่พรมแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร : ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเส้นพรมแดน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

           เป็นหนังสือซื่อสัตย์ต่อหลักฐานประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีที่ระบุวิถีชีวิตผู้คนบนเส้นพรมแดนเขาพระวิหารแต่เดิมเป็นเขมร โดยไม่พยายามทำให้เป็นไทย ดังนี้

           “ชาวเขมรเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารและชายแดนไทย-กัมพูชา จนอาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้าของดินแดนแถบนี้ก่อนคนไทย” (น. 98)

           “ถ้าย้อนกลับขึ้นไปอีกเกือบ 700-800 ปี จารึกปราสาทพระวิหารได้พูดถึงชุมชนขนาดใหญ่ที่อยู่รอบปราสาทพระวิหารแล้ว คนเหล่านั้นคงไม่ได้หายไปไหน แต่คงมีการเคลื่อนย้ายไปๆ มาๆ บริเวณแถบอำเภอกันทรลักษ์” —– “โดยเรียกตนเองว่า ‘ขแมร์ลือ’ ซึ่งหมายถึงชาวเขมรที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ในขณะที่ชาวเขมรในกัมพูชาถูกเรียกว่า ‘ขแมร์กรอม’ หรือชาวเขมรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำ ซึ่งทั้งสองกลุ่มเป็นเครือญาติกัน” (น. 279)

           ต่างจากงานของนักวิชาการบางคนและหลายคนที่อ้างตนว่าไม่การเมือง แต่รับงานวิจัยสนองการเมือง แล้วพยายามตีความบังคับข้อมูลให้คนบริเวณพรมแดนไม่เขมร แต่เป็นไทยดำ

เส้นพรมแดน ลากตามจำนวนกระบอกปืน

           สมัย ร.5 ฝรั่งเศสมีปืนมากกว่าสยาม เลยลากเส้นพรมแดนด้านปราสาทพระวิหารตามต้องการของฝรั่งเศส

           มีเล่าไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ผู้คนบนเส้นพรมแดนเขาพระวิหาร ของ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2556 ราคา 260 บาท) ดังนี้

           “สยามกับฝรั่งเศสต่างดำเนินการปักปันเขตแดนด้วยเครื่องมือวัดทางภูมิศาสตร์สมัยใหม่ และกำหนดเส้นพรมแดนด้วยการใช้สันปันน้ำเป็นตัวแบ่งพรมแดน

           ปัญหาที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันก็คือพรมแดนบริเวณปราสาทพระวิหารกลับไม่ใช้หลักการตามสนธิสัญญาด้วยการใช้สันปันน้ำ แต่ใช้การลากเส้นพรมแดนบนแผนที่ด้วยอำนาจทางการเมืองเพื่อให้ได้ตัวปราสาทพระวิหารเอาไว้ในเขตแดนของกัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศส ซึ่งอาจกล่าวได้ว่านี่คือธรรมชาติของการเมืองที่อาจต้องยอมรับ” (น. 283)

           ดังนั้น กรณีพรมแดนด้านปราสาทพระวิหาร ต้องแก้ไขด้วยการเมือง ไม่ใช่การทหาร หรือวิชาการอะไรทั้งนั้น เพราะไทยลงนามยอมรับสภาพไปแล้วตั้งแต่ยุค ร.5