มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2556

 

วัดมอญในพม่า(ตอนล่าง) ใกล้ไทย

          สถาปัตยกรรมวัดมอญในพม่าตอนล่าง (The Architecture of Mon Buddhist Monasteries in Lower Burma) โดย โชติมา จตุรวงค์ (อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร)

          เป็นงานวิจัยภาคต่อจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ พิมพ์เล่มโต เพราะมีแบบสถาปัตยกรรมวัดวาอารามสถูปเจดีย์มอญขนาดน้อยใหญ่เต็มไปหมดทั้งเล่ม

          อ. กมลา ติยะวนิช กรุณาส่งไปรษณีย์มาให้นานแล้ว แต่ผมเพิ่งอ่าน เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม เพิ่งเห็นว่ามีแปลเป็นไทยด้วย

          พม่าตอนล่างในเล่มนี้ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะละแหม่ง ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน (ฝั่งตรงข้ามเมืองเมาะตะมะ) ล้วนเป็นดินแดนเริ่มเรื่องราชาธิราช ที่รู้จักกันดีในนามมะกะโท ซึ่งเป็นพงศาวดารมอญ แต่ไทยจัดเป็นวรรณกรรมไทย

          เมาะละแหม่ง อ. โชติมาอธิบายชื่อเดิมว่า ยะมะปุระ หรือรามมะวดี แต่ไทยคุ้นเคยชื่อ เมาะลำเลิง, เมาะลำไย (อยู่ใกล้ไปทางแม่สอด จ. ตาก แต่มีถนนจากด่านเจดีย์สามองค์ จ. กาญจนบุรี เข้าถึงได้) เป็นท่าเรือทางทะเลสู่โลกตะวันตกในอินเดีย และเป็นแหล่งสินค้าอังกฤษของเจ้านายและคนชั้นสูงล้านนาในอดีต โดยเฉพาะเชียงใหม่กับลำปาง

          มีพวกพ่อค้าวัวต่างทั้งที่เป็นไทยใหญ่และตองซู่ ขนถ่ายสินค้าจากเมาะละแหม่งขึ้นไปขายถึงเชียงใหม่และลำปาง เรื่องนี้ผมเคยได้ฟัง“ลุงดม” อุดม สีสุวรรณ ซึ่งเป็นชาวลำปาง เล่าที่มติชนอย่างสนุกสนานหลายครั้ง

           ไทยใหญ่และตองซู่ จากเมืองเมาะละแหม่ง ยังขนถ่ายสินค้าวัวต่างตระเวนไปขายถึงภาคอีสาน ชาวอีสานเรียกพวกนี้ว่ากุลา เป็นต้นเหตุให้ได้ชื่อทุ่งกุลาร้องไห้

          คนปะโอในกรุงเทพฯ เล่าให้ผมฟังว่าชื่อตองซู่ เป็นคำของพม่าเรียกชาวปะโออย่างดูถูก ฉะนั้นชาวปะโอไม่ชอบคำนี้

          ชาวปะโอเป็นประชากรชาติพันธุ์หนึ่งในพม่า อยู่ในตระกูลภาษาทิเบต-พม่า เข้ามาทำงานรับจ้างในไทยจำนวนมาก แต่ไทยรู้จักปะโออย่างเหมารวมในนามคนพม่า

 

หนังสือดีๆ ของกรมศิลปากร

          กรมศิลปากร ผลิตหนังสือดีปีละมากๆ (ที่ไม่ดีก็มีบ้าง แต่ไม่มาก)

          แต่หนังสือดีเหล่านั้น จะดีมากขึ้น แล้วได้ระดับมาตรฐานวิชาการสากลโลก ถ้าแต่ละเล่มมี Introduction หรือคำนำเสนอ บอกที่มาของเนื้อหาในเล่มนั้นๆอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยมีภาพถ่ายตัวเขียนและรูปเล่มต้นฉบับเดิมพิมพ์ประกอบ จะพิมพ์ทั้งหมดหรือเป็นตัวอย่างก็ได้

          พระนิพนธ์ประวัติศาสตร์ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2556 เป็นหนังสือรวมบทความ แต่ไม่บอกที่มาว่าแต่ละบทความพิมพ์ครั้งแรกที่ไหน? เมื่อไร? ตรงนี้เสียหายมาก

          จดหมายเหตุของวิละภาเคทะระ เรื่องคณะทูตลังกาเข้ามาประเทศสยาม และ สยามูปทสัมปทา จดหมายเหตุเรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป โดย นางนันทา วรเนติวงศ์ แปลและเรียบเรียง กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2556

          เล่มนี้บอกที่มาของเอกสารไว้ในคำนำของอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งไม่มีใครอยากอ่าน เพราะไม่น่าเชื่อว่าอธิบดีจะรู้จริงขนาดนั้น (แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิชาการของสำนักฯนั้นๆเขียนให้อธิบดีลงนาม ซึ่งเป็นเรื่องน่าละอาย)

          ในทางที่ถูกที่ควรแล้ว ต้องแยกคำนำอธิบดีไว้ต่างหากอย่างสั้นๆ หน้าเดียว

          ส่วนที่มาของเอกสาร ต้องแยกจัดวางอย่างพิเศษเป็น Introduction หรือคำนำเสนอของนักวิชาการนั้นๆ หรือเป็นคณะก็ได้ (แต่ไม่ใช่อธิบดี)

          แบบตัวพิมพ์ (ฟอนต์) และขนาด (ปอยต์) หนังสือกรมศิลปากรยังไม่ประณีต การจัดวางไม่พิถีพิถัน ทำให้อะไรต่อมิอะไรขัดเขินเทอะทะไปหมด แถมห่วงความเป็นไทย โดยใช้ลายไทยเปรอะไปจนรกและรุงรังไม่น่าจับต้อง

          ขอแนะนำให้ดูงานหนังสือประณีตของสำนักพิมพ์อ่านและสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน นั่นแหละคลาสสิค ถ้ากรมศิลปากรทำได้อย่างนั้น จะได้รับยกย่องว่าบรรลุมาตรฐานหนังสือสากล

          ขอบคุณสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ที่กรุณาผลิตหนังสือดีๆออกมาสม่ำเสมอ ผมจะทยอยเขียนโฆษณาประชาสัมพันธ์ฟรีๆต่อไปเรื่อยๆ แต่อย่าโกรธก็แล้วกันif (document.currentScript) {